
แม่นางธรณี
แม่นางธรณี เป็นเทพนารีองค์หนึ่งที่ชาวล้านนาให้ความเคารพและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งคราวใดที่มีพิธีกรรมตามความเชื่อ มักจะบอกกล่าวหรือเซ่นสังเวยนางธรณีเสมอไป
ด้านความเป็นมาและรูปร่างลักษณะ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์แห่งล้านนา
กล่าวไว้ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่มที่ ๖ หน้า ๓๑๓๐ ว่า
"แม่นางธรณี หรือ แม่ธรณี เป็นชื่อของเทพนารีซึ่งในสมัยพระเวทนั้น
เป็นที่รู้จักในชื่อของ ปฤถิวี แต่เมื่อปรากฏในวรรณกรรมยุคหลังแล้ว ถือว่าเป็นมารดาเลี้ยงโลก
แม่ธรณีนี้มีรูปงามแต่ผิวกายดำ ดวงพักตร์เป็นรูปไข่ มวยพระเกศเขียวชอุ่มเหมือนกลุ่มเมฆ
พระเนตรสีน้ำเงิน พระอุระใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก พระโสณี (สะโพก) ผึ่งผาย
แม่นางมีพระทัยเยือกเย็นไม่หวั่นไหว รักสงบ ชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ เฝ้าแต่เลี้ยงโลก
เหมือนแม่เลี้ยงลูก และคอยรับรู้ในการทำบุญ ตามจริงแล้ว แม่นางธรณีเป็นอรูปกะ (ไม่มีรูปร่าง)
ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญจึงจะปรากฏตนในฐานะเทพเสียครั้งหนึ่ง"
บทบาทของแม่นางธรณี
ในการสร้างบ้านแปลงเรือน และข้อปฏิบัติบางประการของชาวล้านนา
มีคัมภีร์หนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว ได้แก่คัมภีร์ที่ชื่อ "พิสนูถามนางธรณี" ความในคัมภีร์นี้
กล่าวถึงพระพิสนู (พระวิษณุกรรม) ในฐานะเป็นเทพผู้สร้างได้ไต่ถามนางธรณีผู้รักษาแผ่นดิน
ถึงสาเหตุที่คนทั้งหลายประสบสิ่งดีเลวแตกต่างกันนั้นเป็นด้วยเหตุใด ซึ่งนางธรณีได้กล่าวว่า
เป็นเพราะทำเลที่ตั้งบ้านเรือน ทิศทางและลักษณะความสูงต่ำ มีลักษณะดีเลวอย่างไร
ต้นไม้ที่ปลูกในบ้าน ใกล้บ้าน และต้นไม้ที่จะนำมาสร้างบ้านเป็นไม้ชนิดไหน มีลักษณะอย่างไร
รวมการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมที่เรียกว่า "ขึด" เช่นการฝืนจารีตเดิม การถมหนองน้ำ บ่อน้ำ
ทำลายไม้ศรีเมือง เป็นต้น
คัมภีร์นี้ถือเอานางธรณีเป็นผู้รู้จารีตนิยมในการสร้างบ้านเป็นหลัก
ในทางปฏิบัติเชิงพิธีกรรมในการสร้างบ้านเกือบทุกขั้นตอน อาทิ การเสี่ยงทายหาพื้นที่ การล้อมรั้ว
การขุดหลุมเสา การตัดต้นไม้ การขึ้นท้าวทั้งสี่ (บูชาท้าวจตุโลกบาล) ก็ต้อง วางควัก (กระทง)
เพื่อพลีหรือเซ่นสรวงนางธรณีเพื่อเป็นการบอกกล่าวและขอความคุ้มครองจากนาง ธรณีเสมอ
อนึ่งตามคติทางพุทธศาสนา ถือว่านางธรณีเป็นผู้รับทราบ และจดจำการทำบุญของมนุษย์
ดังนั้นเวลาทำบุญจึงมักมีการกล่าวอ้างถึง เพื่อบอกกล่าวว่า "
ขอบอกข่าวถึงนางนาฎไธ้ธรณี
สรีคุตตะอามาตย์ ตนจำบุญและจำบาป ตนจำเส้นก้านน้ำหยาดหมายทาน"
คตินี้ถือตามเหตุการณ์เมื่อพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรใกล้ตรัสรู้
เมื่อพระญามารยกทัพมาชิงบัลลังก์แก้ว พระพุทธองค์นึกถึงกุศลบุญที่ทรงสร้างมาแต่อดีต
โดยผ่านการกรวดน้ำ ครั้งนั้นนางธรณีได้เนรมิตกายปรากฏ แล้วบีบมวยผมให้น้ำ
ซึ่งถือเป็นน้ำที่พระพุทธองค์ทรงกรวดแต่ละครั้งในการบำเพ็ญบุญ
ไหลบ่าท่วมท้นจนทัพพระญามารต้องกระจัดกระจายพ่ายแพ้ไป
ดังปรากฏในคำโอกาสเวนแบบล้านนาในคำอัญเชิญเทวดาตอนหนึ่งว่า
"ขออัญเชิญ
ทังนางธรณีตนจำบุญและจำบาป แห่งผู้รู้โอกาสกระทำบุญ
เปนดั่งพระทรงคุณออกบวช กระทำทุกกระ ลวดได้เถิงสัพพัญญูตัญญาณผ่านแผ้ว
แท่นแก้วปราบสยองพระญามารมาปองอ้างหมู่ จักม้างลู่ชิงเอา พระบ่ใจเบาหมั้นเที่ยง
ท่านก็เสี่ยงตามบุญ ระนึกเถิงปาระมีคุณได้สร้าง บ่อาจอ้างคณนา
ยกมือขวาหัตถบาสชี้วะวาดสัญญา แผ่นพสุธาอันหนากว้างใหญ่ กลายกลับเพศได้ทันที
กลายเป็นนางธรณีตนองอาจ รูดมวยเกล้าฟาดปลายลง กลายเปนอุทะกังคือ แม่น้ำมาถ้วมถาก
ฝูงมารพรากกระจัดกระจาย นางจุ่งจำหมายเมี้ยน น้อมนิ้วเนตรโมทนา
"
นอกจากนี้ ชาวล้านนายังเชื่อว่า นางธรณีสถิตอยู่ทุกแห่งหนบนแผ่นดิน กิจกรรมใดๆ
ที่จะประกอบจะต้องนึกถึง เช่น
จะรับประทานอาหารบนพื้นดินก็ต้องแบ่งอาหารส่วนหนึ่งบูชานางธรณี จะเผาศพ ฝังศพ
หรือทำสกปรก เช่น อุจจาระปัสสาวะ ก็มักจะกล่าวคำขอขมา เป็นต้น
และแม้กระทั่งจะขุดดินให้เป็นมงคลก็ต้องหันหน้าไปตามทิศที่นางธรณีอยู่ในแต่ละเดือน
กล่าวคือ
เดือน ๖ ๗ ๑๑ นางธรณีอยู่ทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ
เดือน ๔ ๘ ๑๒ นางธรณีอยู่ทิศ ตะวันออกเฉียงใต้
เดือน ยี่ ๑๐ ๓ นางธรณีอยู่ทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ
เดือน เกี๋ยง ๕ ๙ นางธรณีอยู่ทิศ ตะวันตกเฉียงใต้
ดังที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าชาวล้านนาให้ความสำคัญแก่นางธรณีในฐานะเทพผู้ทรงคุณ
ในวาระหรือเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ (สงกรานต์) เข้าพรรษา ออกพรรษา เดือนยี่เป็ง
จะมีการเซ่นสรวงหรือทำบุญอุทิศกุศลถวายมิเคยขาด
และเพื่อเปิดโอกาสให้ศรัทธาประชาชนได้สักการะบูชาอย่างเป็นรูปธรรม
จึงมักมีการสร้างรูปสักการะไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างที่เราท่านพบเห็นทั่วไป