วัดพระธาตุหริภุญชัย นครลำพูน

บันทึกเรื่องราว ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓

ตำนานพระบรมธาตุหริภุญชัย นครลำพูน

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับ ณ ที่ตั้งของพระบรมธาตุหริภุญชัยในปัจจุบัน
แล้วได้มีพญานาค พญากาเผือก ได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์ และได้มีพราหมณ์ชาวเม็ง (มอญ)
ผู้หนึ่งนำผลสมอมาถวาย เมื่อฉันสมอเสร็จทรงมีพุทธทำนายว่า
“ในกาลข้างหน้าหลังจากตถาคตปรินิพาน สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของนครหริภุญชัย
และเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุของตถาคต”
และก่อนจากไปพระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้แก่ พญานาค และ พญากาเผือก
ซึ่งต่อมาทั้งสองได้เก็บพระเกศาของพระพุทธเจ้าไว้ในกระบอกไม้รวกแล้วฝังดิน ไว้ ณ ที่แห่งนั้น
เพื่อให้ มนุษย์ และ เทวดา ได้สักการบูชา (ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งขององค์พระบรมธาตุหริภุญชัย)

ครั้นต่อมาราว พ.ศ. ๑๒๐๐ ฤๅษีวาสุเทพและฤๅษีผู้ทรงฤทธิ์จากทิศต่างๆอีก ๙๙ ท่าน
ได้รวบรวมผู้คนที่รอดตายจากอุทกภัย มาสร้างเมืองใหม่ เพื่อทดเเทนเมืองเดิมที่ประสบอุทกภัย
โดยเริ่มสร้างเมื่อเวลา ๐๙.๐๐น. ของวันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน๓ ปีขาล พ.ศ.๑๒๐๐
เมื่อสร้างเสร็จให้ชื่อว่า พิงคบุรี ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น นครหริปุญชัย หรือ นครหริภุญชัยในที่สุด
หลังจากสร้างเมืองเสร็จ ฤๅษีวาสุเทพได้ส่งทูต (นายคะวะยะ หรือ นายควาย)
ไปเชิญพระนางจามเทวีธิดากษัตริย์ละโว้มาปกครอง

เมืองพิงคบุรี มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาหลายพระองค์ จนราวปี พ.ศ.๑๔๒๐
ในสมัยพระยาอาทิตยราช กษัตริย์องค์ที่ ๓๓ ของนครหริภุญชัย
ได้เกิดปาฏิหาริย์มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอันได้แก่ พระธาตุกะโหลกศีรษะ
พระธาตุกระดูกซี่โครง พระธาตุนิ้วมือ และพระธาตุย่อย (กระดูกขี้เถ้า)
ซึ่งบรรจุอยู่ในกระบอกไม้รวกโผล่ออกมาจากพื้นดินภายในพระราชวัง
เมื่อพระยาอาทิตยราชทราบได้โปรดให้รื้อถอนอาคารสถานในบริเวณนั้นทั้งหมด
แล้วนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในโกศแก้วแทนกระบอกไม้รวก

ต่อมา พ.ศ.๑๔๔๐ พระองค์ได้สร้างโกศทองคำ สูง ๓ ศอก
ครอบพระบรมสารีริกธาตุแล้วสร้างมณฑปสูง ๑๒ ศอก เข้าครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
และในปี พ.ศ.๑๖๕๑ พระองค์ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น
ต่อมา พ.ศ.๑๗๒๒ พระยาสัพพาสิทธิ์ กษัตริย์องค์ที่ ๓๔ ของหริภุญชัยนคร
ได้สร้างมณฑปสูง ๒๐ ศอก ครอบมณฑปองค์เดิมเอาไว้
ต่อมา พ.ศ.๑๘๑๙ พญามังรายมหาราชผู้สถาปนาแคว้นล้านนา ได้สร้างเจดีย์สูง ๒๐ ศอก
ด้วยศิลาแลงถือปูนหุ้มแผ่นทอง ทับมณฑปองค์เดิมเอาไว้
(สร้างเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงตีเมืองหริภุญชัยได้)

ต่อมา พ.ศ.๑๙๘๖ พระเจ้าติโลกราช มหาราชแห่งนครเชียงใหม่ และพระมหาเมธังกร
ได้ขยายเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น โดยกว้าง ๑๒ วา ๒ ศอก สูง ๒๕ วา ๒ ศอก ก่อด้วยศิลาแลงหุ้มแผ่นทอง
ทรงลังกาผสมล้านนาดังที่เราเห็นในปัจจุบัน (รูปลักษณ์คล้ายองค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ)
หลังจากนั้นวัดพระธาตุหริภุญชัยก็รุ่งเรืองสืบมาช้านาน
จนยุคหลังๆวัดก็ขาดการดูแลเอาใจใส่เนื่องด้วยมีสงครามไม่หยุดไม่หย่อน
และเกิดโรคระบาดต่างๆนาๆจนทำให้หริภุญชัยเกิดเป็นเมืองร้างอยู่ระยะหนึ่ง
จนในสมัยพระเป็นเจ้ากาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ราว พ.ศ.๒๓๔๘
พระองค์ได้ฟื้นฟูเมืองหริภุญชัยและแต่งตั้งให้พระอนุชา คือ เจ้าคำฝั้น เป็นเจ้าเมืองหริภุญชัย
และ เจ้าบุญมาเป็นอุปราช ต่อมาเจ้าทั้งสองได้ช่วยกันบรูณะวัดธาตุหริภุญชัยให้มีสภาพงดงามดังเดิม
หลังจากนั้นวัดพระธาตุหริภุญชัยก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าผู้ครองนคร
และชาวเมืองสืบมาจวบจนปัจจุบันทางชาวเมืองลำพูน
และหน่วยงานของรัฐก็ได้ดูและเอาใจใส่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นอย่างดี
เห็นได้จากการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ และบูรณะมาเรื่อยๆจวบจนปัจจุบัน
ปัจจุบันวัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นโบราณสถาน สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญยิ่งของจังหวัดลำพูน
และของประเทศไทย ซึ่งลูกหลานชาวลำพูนเราควรจะได้ศึกษาความเป็นมา และช่วยกันดูแลรักษาให้มั่นคงสืบไป

ศูนย์ทอผ้าเวียงยอง

เป็นกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ที่มารวมตัวกันทอผ้าด้วยกี่แบบพื้นเมือง
ใช้พื้นที่บางส่วนของวัดต้นแก้วตั้งกี่ทอผ้าและจัดแสดงผ้าทอ ชาวบ้านผลัดกันมาทอผ้าทุกวัน
ผ้าทอที่โดดเด่นของ ต.เวียงยอง คือ ผ้าไหมยกดอก

"ผ้าทอยกดอก" มีทั้งผ้า ชิ้นตัดชุด และ ผ้าซิ่นทอจากไหม และ ฝ้าย สนนราคาค่อนข้างสูง
ผ้าฝ้ายตกชิ้นละ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ บาท ผ้าไหมตกชิ้นละ ๔,๕๐๐ บาทขึ้นไป
ผ้าทอยกดอกเป็นของดีขึ้นชื่อของลำพูน ไม่มีแหล่งใดเสมอเหมือน ฝีมือประณีต เรียบ สูงค่า
ที่เรียกว่าผ้าทอยกดอกนั้น คือ การทอลวดลายบนผืนผ้าทั้งผืนขณะที่ทอ นิยมซื้อเป็นผ้าซิ่น
หรือเลือกผ้าชิ้นไปตัดเสื้อเข้าชุดกับซิ่น ใช้ใส่ในงานสำคัญๆ ผ้าทอยกดอกฝีมือดีอยู่ในย่านชาวยอง
เช่น บ้านศรีเมืองยู้ บ้านเวียงยอง ใน เขต อ. เมือง ซึ่งทอผ้ายกดอกมานานนับร้อยปี
ครั้งหนึ่งชาวยองมีหน้าที่ทอผ้าถวายเจ้าหลวงเมืองลำพูน
ภายหลังพัฒนาทักษะและลวดลายเมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนำลวดลายใหม่ๆ มาสอนให้
เกิดเป็นลายดอกพิกุลและลายโบราณอื่นๆ กลายเป็นผ้าที่นิยมใช้ในหมู่เจ้านางเมืองเหนือและสตรีสูงศักดิ์

อย่างไรก็ตามเท่าที่เห็นจะมีแต่แม่อุ้ยเท่านั้นที่นั่งทออยู่ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ไม่เห็นมีใครสืบทอดงานฝีมือด้านนี้
แม่อุ้ยเล่าว่า ... เด็กรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจ เนื่องจากการทอผ้าแต่ละผืนใช้เวลานาน
ทำให้รายได้ไม่พอต่อการใช้สอย อีกทั้งการทอผ้านั้นอาศัยเวลาในการฝึกหัด รุ่นแม่อุ้ยฝึกทอกันตั้งแต่เด็ก
จนเป็นสาวค่อยหัดทอลายง่ายๆก่อน จากนั้นจึงพัฒนาฝีมือหัดทอลายยากๆ เด็กสมัยใหม่เรียนหนังสือ
กันหมดจึงไม่มีเวลามาเรียนรู้ในศาสตร์แขนงนี้

ว่าไปแล้วก็น่าเป็นห่วง ถ้าหมดคนรุ่นนี้ไป ภูมิปัญญาต่างๆถ้าไม่ได้รับการสืบทอด
ก็จะหายไปกับลมหายใจของกาลเวลา เช่นกัน จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก
จึงวิงวอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งภาครัฐ ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ รักษา ไว้ให้อยู่คู่แผ่นดินล้านนา
นครหริภุญชัยตราบนานเท่านาน

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่