ส่งสการพระธรรมสิทธาจารย์ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

บันทึกเรื่องราว ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒

เมื่อวันที่ ๑๙-๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานส่งสการ

พระธรรมสิทธาจารย์ บริหารนวรัฐบุรี ศีลาจารโสภณ
วิมลอรรถธรรมสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี


พระธรรมสิทธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
อดีตเจ้าคณะจังหว้ดเชียงใหม่

ต้องยอมรับว่าเป็นงานส่งสการพระมหาเถระที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งที่เคยเห็นมา
การจัดงานเป็นแบบโบราณล้านนาที่หาชมได้ยากยิ่งในวิถีชีิวิตของผู้คนในยุคนี้
การจัดงานจัดได้ยิ่งใหญ่สมกับที่ท่านเป็นพระมหารเถระที่สำคัญรูปหนึ่งของนครเชียงใหม่
ท่านเป็นพระที่มีปฎิปทาน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความตรงต่อเวลา
และการเอาใจใส่ในกิจการงานพระศาสนา

อีกทั้งท่านยังเป็นพระนักพัฒนาทั้งทางด้านวัตถุ และการศึกษาของคณะสงฆ์นครเชียงใหม่
อีกทั้งยังแผ่เมตตาไปสู่ลูกหลานชาวเชียงใหม่โดยการสานต่อโรงเรียนธรรมราชศึกษา
ต่อจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิวมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อน

พระธรรมสิทธาจารย์ มรณภาพเมื่อชนมายุได้ ๙๗ ปี พรรษาที่ ๗๗
การส่งสการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อท่านเป็นครั้งสุดท้าย
ของคณะสงฆ์นครเชียงใหม่ ตลอดจนประชาชนชาวนครเชียงใหม่ทุกคน

เรื่องราวของปราสาทนกหัสดีลิงค์ในวัฒนธรรมล้านนา

* ยอดปราสาทแหลม ซอนแซมเลิศหล้า ปลอมเมฆฝ้าภายบน
ผ้ายวงยาบย้อย รอบนิเวศน ผ้าแฮ (แร) จน น้ำทองผ่องแผ้ว
เสาขอมไข ล้วนใส่แว่นแก้ว สีแวววรรณหยวาดยวะ
ดั่งเวไชยยนต์ แห่งตนมาฆะ อธิราชเจ้าองค์อินทร์
ภายลุ่มน้ำ แปงรูปลายศิลป์ นกหัสดินทร์ ปกงวงอาจอ้า
พริบพับตา ปกหางหวาดหว้า ปูนทัศนาใช่น้อย
ปราสาทบรม สมบูรณ์เรียบร้อย พระยอดสร้อยมังราย
ยกหีบศพ ลาวเม็งบุญผาย ขึ้นใส่หว่างราย เสาขอมเขตขั้น …

ทั้งหมดนั้น คือ การกล่าวถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพ พญาลาวเม็ง พระราชบิดาของ
พญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มังราย แห่ง ล้านนา

นอกจากนี้ในหลักฐานที่ปรากฏในพงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า

* ลุศักราช ๙๔๐ (พ.ศ.๒๑๒๑) ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ
นางพญาวิสุทธิราชเทวี ผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ ถึงแก่สุรคต
พญาแสนหลวงแต่งการพระศพเป็นพิมานบุษบก ตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ (นกหัสดีลิงค์) ขนาดใหญ่
รองด้วยเลื่อนแม่สะดึง อัญเชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกนั้น
แล้วฉุดชักไปด้วยแรงคชสาร เจาะกำแพงเมืองออกไปถึงทุ่งวัดโลกโมฬี
ก็กระทำการถวายเพลิงพระบรมศพ ณ ที่นั้น เผาพร้อมทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ทรงพระศพนั้นด้วย
จึงเป็นธรรมเนียมล้านนาในการปลงพระศพ กษัตริย์ล้านนา ทำเช่นนี้สืบกันมา *

นอกจากนี้ในตำนานสิงหนวติ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑
ได้กล่าวถึงการส่งสการศพของพระสงฆ์เถระผู้ใหญ่ และ เจ้านายดังนี้

๑. ศักราชได้ ๑๐๔๕ ตัว (พ.ศ. ๒๒๒๖) ราชครูเจ้าหลวงละคาบสู่เมืองบนไปแล้ว
ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ ส่งสการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของ

๒. ศักราชได้ ๑๐๕๐ ตัว (พ.ศ. ๒๒๓๑) มหาป่าเจ้าวัดศรีไชยตนหลวง
ละคาบสู่เมืองบนไปแล้วใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ ส่งสการด้วยพ่วงแพ

๓. ศักราชได้ ๑๐๗๙ ตัว (พ.ศ. ๒๒๓๙) สมเด็จมหาปาลเจ้า
วัดเชตวัน ละคาบสู่เมืองบนไปแล้ว ใส่ปราสาทต่างลูกช้างเอราวัณ
ส่งสการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของ

๔. ศักราชได้ ๑๐๗๙ ตัว ปีเมิงเล้า เดือน ๔ มหาป่าวัดศรีดอนไชยต้นน้อย
ละคาบสู่เมืองบนไปแล้ว ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ ส่งสการแล

๕. ศักราชได้ ๑๐๘๖ ตัว (พ.ศ. ๒๒๖๗) มหาสังฆราชเจ้า วัดป่าแดงหลวงตนใหญ่
สุรคตไปแล้ว สร้างปราสาทลูกช้างเอราวัณ ส่งสการ

๖. ศักราชได้ ๑๐๙๐ ตัว (พ.ศ. ๒๒๗๑) ปีเปิกสัน เจ้าฟ้ายอดคำเมือง
กินเมืองได้ ๔ ปี อายุ ๒๕ ก็จุติไปแล้วสร้างปราสาทใส่ รูปนกหัสดีลิงค์ แล้วส่งสการเสีย

ในปัจจุบันการทำปราสาทศพนกหัสดีลิงค์มีเฉพาะพระสงฆ์ มหาเถระผู้ทรงสมณศักดิ์และสูงด้วยวัยวุฒิเท่านั้น
สำหรับฆราวาสไม่เคยเห็นมีปรากฏ ดังเช่นงานศพพลตรีเจ้าราชบุตร (วงษ์ตะวัน ณ เชียงใหม่)
เจ้านายฝ่ายเหนือชั้นสูงของเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๑๖ ก็ไม่มีนกหัสดีลิงค์

ประเพณีงานศพของประชาชนทั่วไปในปัจจุบัน ไม่มีนกหัสดีลิงค์มาเกี่ยวข้อง
มีเพียงแต่ปราสาทที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ลากจูงไปกระทำฌาปนกิจ ณ ฌาปนสถาน เท่านั้น

ความเชื่อถือของคนล้านนาในพิธีศพพระเถระในวัฒนธรรมของคนล้านนา
เกี่ยวกับพิธีศพนั้นเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของคนล้านนามานานนับหลายร้อยปี
เมื่อมีคนตายจะต้องจัดงานศพขึ้นเพื่อเป็นการไว้อาลัย แก่คนตายอย่างสมเกียรติ
พิธีศพของคนล้านนาจะแตกต่างจากภาคอื่น คือการจัดแต่งปราสาทศพ
ประดับประดาด้วยดอกไม้สดหรือแห้ง หลอดไฟระยิบระยับให้ดูแลสวยงาม
สำหรับนัยว่าเพื่อเป็นการยกย่องผู้ตายให้ขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า

พิธีศพของพระเถระผู้สูงด้วยวัยวุฒิและทรงสมณศักดิ์ จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
ปราสาทใส่ศพของพระเถระชาวล้านนาจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปราสาทศพของบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือ
ตามคติความเชื่อโบราณของคนล้านนา พระเถระ และ เจ้านาย
ได้รับการยกย่องในสังคมว่าเป็นชนชั้นสูง เมื่อมรณภาพหรือสุรคตไปแล้ว
จะไปจุติในภพที่สูงกว่า หรือ เป็นเทพสถิตในสรวงสวรรค์ชั้นต่างๆ บนเขาพระสุเมรุ
อันเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากความเชื่อระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ผสมกัน

ตามประเพณีที่ทำกันมาแต่โบราณงานศพของพระสงฆ์จะมีการทำบุญทำทานกันอย่างใหญ่โต
มีมหรสพและการละเล่นเพื่อลดความวังเวงหรือโศกเศร้า โดยเฉพาะปราสาทศพ
ได้รับการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามอลังการ ซึ่งทำเป็นรูปนกหัสดีลิงค์
ถือว่าเป็นพาหนะของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้น

การประดับประดาปราสาทศพของพระ ดูจะใหญ่โตมากกว่าของคนทั่วไป
โดยเฉพาะพระที่มีอายุพรรษามากๆ หรือพระที่ทรงสมณศักดิ์ชั้นสูงๆ
เป็นที่เคารพนับถือของศรัทธาสาธุชน ก็จะจัดงานยิ่งใหญ่มากขึ้น
จะนิยมเก็บศพไว้จนถึงหน้าแล้ง หรือ ช่วงที่ไม่มีฝนตก ราวเดือน พฤศจิกายน – เมษายน
การสร้างเมรุศพนั้นประกอบด้วยไม้เป็นพื้น มีฐานตั้งอยู่บนนกหัสดีลิงค์
ศรัทธาชาวบ้านจะชักลากไปสู่ฌาปนสถาน มีฆ้องกลองแห่ตามขบวน
มีคนตีกังสดาล (ปาน) เดินไปตีไปตามขบวนจนกว่าจะถึงฌาปนสถาน

ที่น่าสังเกตอีกอย่างก็ คือ
ปราสาทนกหัสดีลิงค์ของศพพระสงฆ์จะมีเสาไม้ไผ่ขนาดใหญ่สูง (ไม้ซาง)
๔ ต้น ปัก ๔ มุมของปราสาท ข้างบนใช้ผ้าจีวรหรือผ้าสังฆาฏิของผู้มรณภาพขึงเป็นเพดาน
นักปราชญ์โบราณท่านกล่าวว่า

ประการที่ ๑ นักปราชญ์ท่านกล่าวว่า ร่างกายของคนเราประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ มี
ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแตกสลายไปในที่สุด
เพื่อให้ผู้ร่วมงานนำไปคิดปลงอนิจจัง เมื่อคราวตายมาถึงตนเอง

ประการที่ ๒ เป็นเครื่องหมายแสดงว่า พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยจตุรปาริสุทธิศีล
(ศีลเป็นเหตุให้บริสุทธิ์ ๔ อย่าง) มีสำรวมในพระปาฏิโมกข์
สำรวมในอินทรีย์ ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เลี้ยงชีพในทางที่ชอบและการพิจารณาก่อนบริโภคปัจจัย ๔ คือ
เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค

แต่สำหรับปราสาทนกหัสดีลิงค์ของพระธรรมสิทธาจารย์
เราจะส้งเกตุว่าไม่เห็นผ้าเพดานอย่างที่กล่าวมา
แต่การไม่เห็นก็ใช่ว่าจะไม่มี
ครูบาบุญหลวงท่านได้ใส่ผ้าเพดานไว้ด้านในปราสาทเรียบร้อยแล้ว
ตามข้อมูลที่คุณสุวรรณศรีสันคอกช้าง แห่งเวบส่งสการ
ได้กรุณาให้ข้อมูลมา
ก็นับว่าเป็นความชาญฉลาดทางเชิงช่างอีกรูปแบบหนึ่ง

ตามข้อสันนิษฐานของกระผมอาจเป็นเพราะพื้นที่ประดิษฐานปราสาทนั้น
เป็นคอนกรีตเป็นการยากที่จะฝังเสาทั้งสี่ต้นให้มั่นคงแข็งแรง
หรือไม่ก็เหตุผลด้านความสวยงามของภูมิทัศน์
ครูบาท่านจึงปรับเป็นใสผ้าเพดานไว้ในตัวปราสาทแทน

สำหรับวัดที่มีพื้นที่กว้างขวาง หรือ บริเวณทุ่งนาที่อยู่ใกล้วัด
จะทำปราสาทนกหัสดีลิงค์ไว้ในบริเวณนั้น เผาตรงนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันฌาปนกิจศพ หรือ พระราชทานเพลิงศพ
จะมีศรัทธาประชาชนผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมทำบุญอย่างมากมาย
ผู้มีจิตศรัทธานำน้ำดื่ม อาหาร ของหวาน ตั้งโรงทานเลี้ยงผู้มาร่วมงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ชาวล้านนาถือว่า การมีส่วนร่วมในงานศพของพระเถระจะได้บุญกุศลมาก
เป็นวัฒนธรรมความเชื่อถือที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
ซึ่งไม่มีชนกลุ่มใดของประเทศเสมอเหมือน นอกจากบนผืนแผ่นดินล้านนานี้เท่านั้น

ปราสาทนกหัสดิลิงค์ ของพระธรรมสิทธาจารย์ เป็นปราสาทห้ายอดแบบล้านนา
กว้าง ๑๘ เมตร สูง ๑๙ เมตร
สามารถหน้าหัวไปมาได้ ดวงตาก็กระพริบได้ ที่สำคัญงวงยังพ่นข้าวตอกดอกไม้ได้อีกด้วย
นับว่าเป็นศิิลปหัตถกรรมที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของสล่านครเชียงใหม่
ศูนย์กลางความรุ่งเรืองของล้านนา

ขอให้กำลังใจสล่าล้านนาได้ช่วยกันรังสรรค์และรักษาความรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรม
ให้อยู่คู่แผ่นดินล้านนาตราบนานเท่านาน

ผู้จัดสร้าง : ครูบาบุญหลวง ( นิวัติ กิตฺติโสภโณ ) วัดเกาะกลาง อำเภอเมือง นครเชียงใหม่
ออกแบบและควบคุมสร้าง : คุณธีรยุทธ นิลมูล ( บริษัทสิปานคอลเลคชั่น )

หมายเหตุ : งานนี้แม้แต่ชาวต่างชาติต่างศาสนาก็ให้ความสนใจ ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก
มีชาวต่างชาติหลายท่านมาสอบถามข้อมูลจากผมอย่างให้ความสนใจยิ่ง
รวมทั้งชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งมาร่วมงานทุกวันตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๒
จนถึงวันสุดท้ายคือที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เขาพูดคุยกับผมว่าช่างเป็น Trip การท่องเที่ยว
ที่โชคดีครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาเลย

ในภาพด้านล่างท่านจะเห็นชาวต่างชาติยืนกอดจูบกันด้านหน้าปราสาทนกหัสดีลิงค์
อย่างไม่แยแสต่อคนรอบข้าง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมล้านนา
นี่ก็เป็นอุทาหรณ์อย่างหนึ่งสำหรับการเดินทางไปร่วมงาน
หรือท่องเที่ยวในสถานที่ต่างวัฒนธรรม ว่าเราควรจะศึกษาเรื่องราวและค่านิยม
ของถิ่นนั้นๆไว้บ้าง ถ้ามีชาวพื้นถิ่นเข้ามาติติงเราควรยอมรับและขอโทษเขา
ที่เราแสดงออกไปเช่นนั้น ไม่ใช่แสดงความไม่พอใจเมื่อได้รับคำบอกกล่าวนั้น

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ขอบพระคุณ ๒ รูปสุดท้าย ของคุณพิงค์พันธุ์ จากส่งสการดอทคอม





แหล่งอ้างอิงข้อมูล : ปราสาทนกหัสดีลิงค์ พาหนะสู่สวรรค์