บันทึกเรื่องราว ๙ มกราคม ๒๕๕๓

เช้าๆของวันเสาร์ ต้นเดือนมกราคม เป็นช่วงหน้าหนาวของเมืองเชียงใหม่
ช่วงปีนี้เป็นปีหนึ่งที่หนาวได้ใจ เพราะว่าหน้าหนาวแต่มีฝนตกด้วย
เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ถ้าปีไหนฝนตกในหน้าหนาว วันนั้นจะหนาวเป็นพิเศษ
ตื่นขึ้นมามองออกนอกหน้าต่าง เห็นแสงตะวันกำลังสาดส่อง
ทำให้ฟ้าด้านหนึ่งเป็นสีฟ้่าอ่อนๆ เลยนึกขึ้นได้ว่าถ่ายรูปออกมาก็คงจะพอสวยได้บ้าง
ถึงแม้ว่าฟ้าจะไม่เป็นสีน้ำเงินเข้มก็เถอะ
จึงหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมา บอกกับตัวเองว่า ไปฝึกถ่ายรูปและไหว้พระที่วัดเชียงมั่นดีกว่า
วัดเชียงมั่น เป็นวัดแรกในกำแพงนครเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่
ถ.ราชภาคินัย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ตามประวัติกล่าวไว้ว่า
วัดเชียงมั่นที่ปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารโยนก มีดังนี้คือ
หลังจากที่พญางำเมือง พญาร่วง และพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่
สำเร็จในปี พ.ศ.๑๘๓๙
แล้วทั้งสามพระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นตรงที่หอนอนบ้านเชียงมั่น
ซึ่งพญามังรายทรงสร้างเป็นที่ประทับชั่วคราวในระหว่างที่ควบคุมการสร้างเมืองใหม่
โดยให้ชื่อที่ประทับแห่งนั้นว่า "เวียงเล็ก" หรือ "เวียงเหล็ก" หมายถึง"ความมั่นคงแข็งแรง"
ต่อมาเมื่อพญามังรายเสด็จแปรพระราชทานไปยังพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานแห่งใหม่
ซึ่งเรียกว่า "เวียงแก้ว" (ปัจจุบันคือเรือนจำกลางเชียงใหม่) แล้ว
ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็ก ถวายแด่พระศาสนา
โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกและพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า "วัดเชียงมั่น"
อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคงทั้งนี้ ศิลาจารึกวัดเชียงมั่นพุทธศักราช ๑๘๓๙ ได้จารึกไว้ว่า
"ศักราช ๖๕๘ ปีรวายสัน เดือนวิสาขาออก ๘ ค่ำ ขึ้น ๕ ไทยเมืองเปล้า ยามแตรรุ่งแล้วสองลูก
นาฑีปลายสองบาทน้ำ ลัคคนาเสวยนวางค์ประหัส ในมีนยะราศี
พญามังรายเจ้า พญางำเมือง พญาร่วง ทังสามคน ตั้งหอนอนในที่ไชยภูมิ ราชมณเฑียร
ขุดคือ ก่อตรีบูรทั้งสี่ด้านและก่อเจติยะทัดที่นอนบ้านเชียงมั่น ในขณะยามเดียวนั้น
ที่นั้นลวดสร้างเป็นวัด หื้อทานแก่แก้วทังสามใส่ชื่อว่าวัดเชียงหมั้น ต่อบัดนี้ ..."
จึงนับได้ว่า วัดเชียงมั่นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงนครเชียงใหม่
คือสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ จาก นั้นคาดว่าเจดีย์นี้ได้พังลงมาในสมัยของพระเจ้าติโลกราช
กษัตริย์ราชวงค์มังรายลำดับที่ ๑๐ (ครองราชย์ พ.ศ.๑๙๘๕ - ๒๐๓๑)
พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยศิลาแลงในปี พ.ศ.๒๐๑๔
ที่วัดเชียงมั่น มีโบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์รูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนาฐานช้างล้อม
องค์เจดีย์ผสมสี่เหลี่ยมและทรงกลมเปิดทองจังโก สร้างขึ้นเมื่อ
พ.ศ. ๑๘๔๐ ครั้งพญามังรายสถาปนาวัดเชียงมั่น
และได้รับการบูรณะซ่อมแซมจากกษัติริย์เชียงใหม่สืบมา
กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘
พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดถัดจากหอไตรรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา
ด้านหน้าพระอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่ ๗๖ จารึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๒๔
พระอุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นพร้อมกับ พระวิหาร และ หอไตร
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพร้อมกันกับ พระเจดีย์ พระวิหาร และ หอไตร
เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘
หอพระครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕
ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบล้านนา เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา
พระวิหารหลวง เป็นศิลปะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาเช่นกัน
พระวิหารพระเสตังคมณี สถานที่ประดิษฐาณ พระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว และ พระศิลา
พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่
โบราณสถานโบราณวัตถุ ของวัดเชียงมั่นที่สำคัญ คือ

พระเสตังคมณี
พระแก้วขาว หรือ พระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์
สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายและอำนวยความ สุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพสักการะและได้
ปรากฏว่าในอดีตกาลเป็นพระพุทธรูป สำหรับบูชา
ประจำพระองค์ของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย และ
พญามังรายมหาราช ปฐมวงศ์มังราย ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา
กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย และ นครเชียงใหม่ ในยุคต่อๆ มา
ก็นับถือเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ทั้งสิ้น
ในตำนานได้กล่าวถึงการสร้างไว้ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานล่วงแล้วได ๗๐๐ปี
ในวันเพ็ญเดือน ๗ พระสุเทวฤๅษีได้เอาดอกจำปา ๕ ดอก ขึ้น
ไปบูชาพระจุฬามณียังดาวดึงษ์สวรรค์ ได้พบปะสนทนาด้วยพระอินทร์
พระอินทร์จึงบอกกล่าวแก่สุเทวฤๅษีว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญที่ลวะรัฏฐะ
จะสร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ครั้งสุเทวฤๅษีกลับจากดาวดึงษ์เทวโลกแล้วจึงไปสู่เมืองละโว้
ขณะนั้นพระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระกัสสปเถระเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ไปได้แก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตร
แล้วขอพระวิศณุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรสุเทวฤๅษีและฤๅษีองค์อื่นๆ
ก็ได้ประชุมช่วยในการสร้างองค์พระด้วย ครั้นสำเร็จแล้วก็บรรจุพระบรมธาตุ ๔ องค์
ไว้ในพระโมลี(กระหม่อม) พระนลาต(หน้าผาก) พระอุระ (หน้าอก) พระโอษฐ์(ปาก) รวม ๔ แห่ง
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระแก้วขาวก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองละโว้สืบมาเป็นเวลานาน
ถึงสมัยพระฤๅษีสร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว ใช้ให้ควิยะอำมาตย์ไปเชิญ
พระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้มาครองเมืองหริภุญชัย
พระนางจึงขออนุญาตจากพระราชบิดานิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณร
และพระเสตังคมณี(พระแก้วขาว) มาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์
พระแก้วจึงได้ประดิษฐาน ณ นครหริภุญชัยแต่นั้นมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี
บรรดากษัตริย์ที่ครองเมืองหริภุญชัย(ลำพูน) ทั้งวงศ์เดียวกับพระนางจามเทวีและต่างวงศ์
ต่างได้เคารพบูชาเป็นประจำองค์มาทุกวงศ์ และได้สร้างหอประดิษฐานไว้ในพระราชวัง
พระเสตังคมณีประดิษฐานอยู่ ณ เมืองหริภุญชัย
ตลอดมาจนกระทั่งรัชสมัยของพญายีบาเป็นกษัตริย์ครองเมือง
ในครั้งนั้นพญามังรายซึ่งเป็นเจ้าครองนครเงินยาง (เชียงแสน)
ได้ยกกองทัพไปปราบบ้านเล็กเมืองน้อยต่างๆ
ที่ยังแข็งเมืองอยู่ให้เข้ารวมอยู่ในอำนาจของพระองค์จนหมดสิ้นแล้ว
แต่นครหริภุญชัยในครั้งนั้นมีกำลังเข้มแข็งมาก
พระองค์จึงคิดกลอุบายให้ขุนอ้ายฟ้าราชวัลลภคนสนิทไปทำการจารกรรมนานถึง ๗ ปี
ขุนอ้ายฟ้าเห็นได้โอกาสแล้วจึงส่งข่าวไปให้พญามังรายให้ยกกองทัพมาตีเมืองหริภุญชัยโดยด่วน
พญารายยกกองทัพมาตีเมืองหริภุญชัยในปีพุทธศักราช ๑๘๒๔
ชาวเมืองที่ไม่ยอมทิ้งเมืองเข้าต่อสู้อย่างเข้มแข็งดุเดือด
กองทัพพญามังรายต้องใช้ธนูไฟเพลิงยิงเข้าไปทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งเมือง
ในที่สุดหริภุญชัยก็พ่ายแพ้แก่กองทัพพญามังราย
เมื่อยกเข้าเมืองได้แล้ว พญามังรายจึงเสด็จออกตรวจดูความเสียหาย
สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่สุดคือ หอพระซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังของพญายีบา
หาได้ถูกเพลิงไหม้ แต่บริเวณรอบๆ นั้นถูกเพลิงเผาผลาญพินาศหมด
พระองค์จึงเข้าไปทอดพระเนตรดู เห็นพระแก้วขาวสถิตอยู่ ณ ที่นั้น
ก็เกิดมีพระราชศรัทธาปสาทะเป็นอันมากจึงอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ที่ประทับของพระองค์
ทรงเคารพสักการบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์แต่นั้นมา
ต่อเมื่อพระองค์มาสร้างนครเชียงใหม่เป็นราชธานี เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๙
ได้อัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานในพระราชวังจนตลอดรัชกาล
แม้ในเวลาเสด็จออกศึกก็ทรงนิมนต์พระแก้วขาวไปด้วยทุกครั้ง
พระองค์มิได้ประมาทในพระแก้วขาวเลย เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว
พระแก้วขาวก็ยังคงประดิษฐานอยู่ในเมืองเชียงใหม่ตลอดมาจนกระทั่งถึง
รัชกาลของพระเจ้าติโลกราช รัชกาลที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์เม็งราย
พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
ได้ทำนุบำรุงการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่ายุคใดๆ ทั้งสิ้น
พระองค์โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคต ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างถาวรวัตถุในวัดวาต่างๆ
และสร้างหอพระแก้วมรกตและพระแก้วขาวไว้ในพระอารามราชกุฏาคารเจดีย์ หรือ กู่หลวง
ในปีพุทธศักราช ๒๐๒๒ ในยุคนี้พระพุทธรูปสำคัญหลายองค์
ได้มาประดิษฐานในนครเชียงใหม่พระแก้วขาวได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง
ในสมัยของพระเจ้าติโลกราช มาตราบถึงสมัยของพระยอดเชียงราย ราชนัดดา
ในสมัยนี้มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระแก้วขาวคือ
ในครั้งนั้นมีราชบุตรพระยาเมืองใต้ชื่อสุริยะวังสะบวชเป็นภิกษุขึ้นมาจำพรรษาอยู่วัดเวฬุวัน (กู่เต้า)
ในระหว่างปีพ.ศ. ๒๐๓๐ - ๒๐๔๙ ได้มารักใคร่ชอบพอกับนางท้าวเอื้อยหอขวาง
ราชธิดาของพระเจ้าติโลกราชเป็นอย่างยิ่ง
สุริยะวังสะภิกขุมีความประสงค์อยากได้พระแก้วขาว จึงรบเร้าขอให้นางท้าวเอื้อยหอขวางจัดการให้
นางท้าวเอื้อยฯจึงทำกลอุบายว่าป่วยไข้
ขออาราธนาพระแก้วขาวมาสักการบูชาในที่อยู่ของตนเพื่อหายป่วยไข้
ครั้นนานหลายวันเข้า พันจุฬาผู้รักษาหอพระจึงมาขอเอาพระแก้วคืน
นางท้าวเอื้อยฯก็ให้ทองคำพันหนึ่งเป็นสินบนปิดปาก
แล้วนางจึงเอาพระแก้วขาวใส่ไว้ในสถูปแล้วใส่ถุงคลุมมิดชิดดีแล้ว
ใช้ให้อ้ายกอน ทาสชายนำไปถวายแก่สุริยะวังสะภิกขุ
จากนั้นสุริยะวังสะภิกขุจึงเอาไม้เดื่อมาแกะเป็นองค์
แล้วเอาพระแก้วขาวใส่ไว้ภายในแล้วก็พาหนีไปเมืองใต้เสีย
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๓๕ พระยอดเชียงรายราชให้ทรงสร้างพระอารามขึ้นในทิศตะวันตกเฉียงใต้เมือง ให้ชื่อว่าวัดตะโปทาราม (วัดร่ำเปิง) ด้วยมีพระประสงค์จะเอาพระแก้วขาวไปประดิษฐานไว้ที่นั้น
เมื่อทราบข่าวว่าพระแก้วหายไป จึงสืบสวนได้ความจากอ้ายกอนว่า
นางท้าวเอื้อยหอขวางได้ใช้ให้ตนนำไปถวายแก่สุริยะวังสะภิกขุ และได้นำพระหนีไปจากเมืองแล้ว
พระยอดเชียงรายได้ใช้ราชทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการและราชสาส์น
ไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อขอพระแก้วคืน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาตอบพระสาส์นมาว่า
สืบหาก็ไม่ได้ความ และหาที่ไหนก็ไม่พบ พระยอดเชียงรายราชขัดพระทัย
จึงยกกองทัพไปยังกรุงศรีอยุธยา อยู่ได้เดือนหนึ่งจึงได้พระแก้วขาวคืนแล้ว จึงเลิกทัพกลับมา
พระแก้วขาวจึงได้ประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ตามเดิม
ในปัจจุบันนี้ พระแก้วขาว (เสตังคมณี) ประดิษฐาน ณ วัดเชียงมั่น นครเชียงใหม่
เพื่อเป็นมิ่งขวัญของชาวเชียงใหม่เป็นปูชนียวัตถุชิ้นสำคัญของชาวลานนาไทยสืบต่อมา

พระศิลา
พระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี หรือพระศิลาซึ่ง เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินชนวนดำ
( บางตำนานว่า เป็นหินแดง )
ฝีมือช่างปาละของอินเดียและสลักตามคติเดิมของอินเดียและแกสลักตามคติเดิมของอินเดีย
ซึ่งเชื่อกันว่าพระเถระชาวสิงหล ๔ รูป
ได้นำพระศิลาพร้อมด้วยพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามามอบให้พญามังรายที่เวียงกุมกาม
เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๗ ภายหลังจึงได้รับการประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น คู่กับพระพุทธเสตังคมณี
สำหรับพระบรมธาตุได้รับการบรรจุไว้ในพระเจดีย์ของวัดกานโถมองค์หนึ่ง
และอีกองค์หนึ่งบรรจุไว้ในพระโมลีของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ทรงสร้างขึ้น
พุทธลักษณะของพระศิลา คือ ประทับยืนเยื้องพระองค์บนฐานบัวภายใต้ซุ้ม
พระหัตถ์ขวาทอดลงเหนือหัวช้างซึ่งหมอบอยู่ พระหัตถ์ซ้ายยกในท่าประทานอภัยหรือแสดงธรรม
พระอานนท์ยืนถือบาตรอยู่ด้านซ้าย

ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น
ตั้งอยู่ที่โถงด้านหน้าของอุโบสถวัดเชียงมั่น เชียงใหม่ จารึกถึง พระนามของกษัตริย์สามพระองค์
คือ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง ( พ่อขุนรามคำแหง )
ว่าทั้งสามพระองค์ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ เมื่อทรงสร้างเสร็จ
พญามังราย ได้สร้างเจดีย์ขึ้น ณ ที่หอพระบรรทมของพระองค์
หลังจากนั้นทรงพระราชทานที่ดินบริเวณ ที่ประทับแห่งนี้สร้างเป็นวัดพระราชทานนามว่า
วัดเชียงมั่น
เอกสารอ้างอิง : ประวัติวัดเชียงมั่น พระเสตังคมณี และพระศิลา