แน
แน หรือ ปี่แน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ตระกูลสรไน
ใช้ในการเดินทำนองในวงปี่พาทย์หรือวงพาทย์ และวงกลองแอวที่แพร่หลายอยู่ในล้านนา
แม้ว่าล้านนาจะมีปี่สรไนมานานแล้ว แต่ที่ต้องเรียกสรไนเป็นแนนั้น
อาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ สันนิษฐานว่าน่าจะเรียกตามชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า
ซึ่งพม่ามีเครื่องดนตรีประเภทเดียวกันอยู่ ๓ ชนิด คือ
๑. แนจี (จยี) (แนขนาดใหญ่ จี-ใหญ่)
๒. แนแวง (แนกลม แวง-กลม)
๓. แนแหง่ (แนขนาดเล็ก แหง่-เล็ก)
แนจี มีลักษณะคล้ายแนหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่าแนวง มีเฉพาะเลาและลิ้นเป่า ไม่มีลำโพง
สำหรับแนแหง่นั้นมีขนาดเล็กกว่าแนจี ลักษณะทางกายภาพของแน
ลักษณะโดยทั่วไปของแน ก็เช่นเดียวกันกับปี่ในตระกูลสรไนทั้งหลาย
คือ เป็นปี่ที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนเป็นเสียงได้ โดยมีรูปแบบของการผลิตเสียงเป็นแบบลิ้น
(Reeds) ประเภทของลิ้นจัดอยู่ในแบบกระทบ (Concussion Reeds)
ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นลิ้นคู่ (Double Reed)
สำหรับปี่ไทยทั้งหลายและแนของเชียงใหม่เป็นลิ้น ๒ คู่ หรือ ๔ ชิ้น (Quadruple Reed)
ส่วนแนของลำปางนั้น มีลิ้น ๓ คู่ หรือ ๖ ชิ้น (Hexadruple Reed) โดยทั่วไปแล้ว
แนประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้


๑. ลิ้นเป่า
๒. ท่อ (กำพวด หรือ ประทวด)
๓. ถะแหว (กะบังลม)
๔. เลาแน
๕. รูบังคับเสียง
๖. ถวา (ลำโพง)
๗.เชือกรั้ง
๑. ลิ้นแน
ลิ้นแน เป็นลิ้นคู่แบบกระทบ มีจำนวน ๒ - ๓ คู่ หรือ ๔ - ๖ ชิ้น
นิยมใช้ใบตาลที่เรียก ตาลแฮ ซึ่งมีคุณสมบัติ บาง ลื่น มีความเหนียว ไม่อ่อนตัวง่าย
ใช้เป่าได้นาน ให้เสียงที่มีคุณภาพดี ลิ้นแนที่ทำจากตาลแฮมักใช้ใบสด
เลือกเอาใบที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป เมื่อฉีกออกมาจากทางหรือก้านแล้ว
นำมามัดรวมกันล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นจึงนำไปต้ม
ส่วนมากมักฝากต้มไปกับหม้อน้ำที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว
บางรายก็ใช้วิธีต้มโดยผ่ามะเขือขื่นที่แก่จัด ๒ - ๓ ลูก ใส่ลงไปในน้ำที่ต้มด้วย
และอาจต้มถึงสองน้ำ บางรายต้มกับมะขามเปียก เกลือ และอาจใส่ปูนกินหมากลงไปด้วย
เมื่อน้ำงวดลง ให้เติมน้ำ ต้มต่อไป ทำเช่นนี้ ๒ ครั้ง วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ใช้วิธีนึ่ง
โดยนำไปวางไว้บนข้าวเหนียวในไหข้าวขณะที่มีการนึ่งข้าว
เพื่ออาศัยไอน้ำที่ทำให้ข้าวเหนียวสุกนั้นทำให้ใบตานพลอยสุกไปด้วย
เสร็จจากกรรมวิธีทำให้ใบตาลสุกแล้วก็จะนำมาผึ่งแดดให้แห้ง
บางรายมีการใช้เตารีดทับอีกครั้งหนึ่ง
ใช้กรรไกรตัดให้มีความยาวพอสำหรับการทำลิ้นแนแล้วจึงม้วนเก็บไว้ในกล่อง
เมื่อหากต้องการทำแนเมื่อใด ก็นำใบตาลมาแช่น้ำอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อทำให้นิ่มและสะดวกต่อการตัดแต่งต่อไป
๒. ท่อ (กำพวด หรือ ประทวด)
ท่อ คือส่วนสำหรับเสียบลิ้น มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กเชื่อมต่อโดยเสียบเข้ากับเลา
ท่อทั่วไปมักทำด้วยโลหะประเภททองเหลือง ยุคก่อนนิยมใช้ทองเหลืองฝาบาตร
ด้วยว่ามีความหนากำลังพอเหมาะ วิธีทำคือ เหลาไม้ให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตามที่ต้องการ
(ประมาณ ๓ - ๔ เซนติเมตร) จากนั้นนำทองเหลืองที่ตัดเตรียมไว้มาพันกับไม้ แล้วค่อยๆ
คลึงจนทองเหลืองแนบสนิทดีกับไม้ แล้วจึงเอาขี้ผึ้งแท้ชันให้รอบ
จากนั้นใช้ด้ายพันรอบหลายๆ ชั้นเพื่อกันลมรั่ว
และช่วยให้เกิดการกระชับแน่นเมื่อนำไปเสียบเข้ากับรูเลาแน
ความกว้างของรูท่อ มีผลต่อคุณภาพของเสียงด้วย คือ รูท่อแคบจะทำให้เป่าง่ายไม่เปลืองลม
แต่เสียงแนที่ได้มักจะแบน คือ เสียงจะบีบ ลักษณะเล็กแหลม
หากรูท่อกว้างแม้จะเปลืองลมบ้างก็ตาม แต่จะได้เสียงที่ดังกังวานไปในวงกว้าง
ดังนั้นสล่าแนหรือคนเป่าแนจึงมีท่อส่วนตัวที่มีขนาดเหมาะสมกับกำลังลมของตน
ความยาวของท่อแนหน้อยประมาณ ๔ - ๖ เซนติเมตร
ท่อแนหลวงประมาณ ๕.๐ - ๗.๕ เซนติเมตร
เหตุผลที่ท่อแนต้องมีความยาวแตกต่างกันนั้นก็ เพื่อใช้ในการเทียบเสียงให้เข้ากันตามหลักการที่ว่า
หากท่อมีขนาดของแนผ่าศูนย์กลางเท่ากันแล้ว ท่อที่ยาวกว่าเสียงจะต่ำกว่าท่อที่สั้น
ดังนั้นสล่าแน (คนเป่าแน) จึงต้องมีท่อที่มีความยาวต่างกันไว้หลายอัน
สำหรับปรับเสียงให้เข้ากับแนเลาอื่นหรือวงดนตรีอื่น
๓. ถะแหว (กะบังปี่หรือกะบังลม)
แนโดยทั่วไปจะมีถะแหวซึ่งเป็นแผ่นแบนวงกลมทำด้วยทองเหลือง กะลามะพร้าวหรือพลาสติก
เป็นส่วนต่อจากลิ้นปี่ลงมา ประโยชน์คือบังไม่ให้ลมรั่วจากปาก
ช่วยผ่อนคลายมิให้ผู้เป่าเกร็งริมฝีปากนานจนเกินไป แต่แนแบบลำปางไม่มีถะแหว
๔. เลาแน
เลาแนส่วนมากจะทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เกล็ด (ชิงชัน) มะเกลือ ประดู่
ลักษณะภายในของเลาแนจะเป็นท่อผาย คือ ส่วนบนหรือส่วนที่ใช้เสียงท่อจะมีขนาดเล็ก
แล้วจึงค่อยผายออกตรงปลายของเลาแน
๕. รูนับ หรือ รูนิ้ว
แนของลำปางมี ๖ รูและมีรูคางหรือรูนิ้วค้ำ ส่วนแนเชียงใหม่และลำพูนมี ๗ รู ไม่มีรูคาง
รูคางหรือรูนิ้วค้ำนี้จะอยู่ตรงกันกับรูบนสุดพอดี รูปแบบของการวางมือและนิ้วของแนแบบ ๗ รูนั้น
มือด้านบนจะใช้ ๔ นิ้ว มือด้านล่างใช้ ๓ นิ้ว ส่วนแนที่มี ๖ รู นั้น
ทั้งมือด้านบนและด้านล่างจะใช้ข้างละ ๓ นิ้วเท่ากัน
แนทั้งสองชนิดนี้จะใช้มือซ้ายหรือขวาอยู่บนหรือล่างได้ตามความถนัด
๖. ถวาแน (ลำโพง)
ถวา (อ่าน - ถะหวา) ถวาแนหลวง ทำด้วยโลหะ เช่น ทองเหลือง สำริด หรือเงิน
ถ้าเป็นถวาแนน้อยแบบลำปางจะทำด้วยไม้ซึ่งต่างจากเชียงใหม่ ที่ถวาแนหน้อยทำด้วยโลหะ
เช่นเดียวกับแนหลวง ถวา
แนนอกจากจะมีประโยชน์ในการเป็นลำโพงเสียงให้กระจายออกไปได้ดีแล้ว
ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับแต่งเสียงต่ำสุดของแนไม่ให้เลอ (เพี้ยน) อีกด้วย
๗. เชือกรั้ง
เป็นเชือกใช้ผูกถวามิให้หลุดออกจากเลาแน
และยังเป็นตัวรั้งให้ถวาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการหลังจากการปรับเสียงแล้ว
วัสดุที่นำเอามาทำเป็นเชือกรั้ง ที่ยอมรับกันว่าสวยงามก็คือ
สายนกหวีดของตำรวจหรือสายสะพายดาบ
สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ้างอิง เครื่องคนตรีล้านนา
|