วิหารล้านนา


ลักษณะงานสถาปัตยกรรมประเภทวิหาร

คำว่า วิหาร ในครั้งพุทธกาลหมายถึงที่อยู่ของสงฆ์ มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่ากุฏิ
ภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปริพนิพานและมีการสร้างพระพุทธรูปเป็นตัวแทนพระพุทธองค์
จึงนิยมสร้างอาคารเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปดังกล่าวเพื่อเป็นสถานที่สมมุติ
ให้เป็นที่ประทับของพระองค์ คู่กับพระเจดีย์ ในอดีตวิหารล้านนามีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญดังนี้คือ

๑. เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นประธานของวัด หรือ พุทธรูปสำคัญอื่นๆ
อันเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า ซึ่งประทับเป็นประธานในการประชุมกิจของสงฆ์
หรือพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ

๒. เป็นสถานที่ประชุมเพื่อกิจของสงฆ์ เช่น พิธีรดน้ำมูรธาภิเษก
หมายถึง พิธีเลื่อนสมณะศักดิ์ของพระสงฆ์หรือพระเถร
ซึ่งในพิธีการมีการรดน้ำ เรียกว่าน้ำมูรธาภิเษก
การประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะกระทำกันในพระวิหาร
พระประธานที่อยู่ภายในถือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า
เป็นเหมือนองค์ประธานของพระภิกษุสงฆ์ในการประกอบกิจพิธีดังกล่าว

๓. ใช้เป็นที่ประชุมสังฆกรรมแทนพระอุโบสถ
การประชุมสังฆกรรมที่สำคัญได้แก่การทำสังฆกรรมบวช
ในพระวิหารส่วนใหญ่มักใช้ประกอบพิธีกรรมในการบวชสามเณรเท่านั้น
ส่วนการบวชพระภิกษุมักกระทำในพระอุโบสถ หรือ บนแพขนานกลางแม่น้ำ

    ๔. ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมของราชสำนัก
    ใช้ประกอบพิธีกรรมในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมที่สำคัญ ๆ
    ทางด้านการปกครองและราชสำนัก
    เช่น พิธีถือน้ำพิพัฒสัตยาของพระมหากษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนคร
    ก่อนขึ้นครองราชย์ เป็นต้น

    ๕. เป็นที่ประกอบประเพณีกรรมทางศาสนา เกี่ยวข้องกับฝ่ายสงฆ์และฆาวราส เช่นพิธีกรรมทางศาสนาในวันพระ หรือวันสำคัญทางศาสนา

ในวัฒนธรรมล้านนา มักสร้างวิหารหลายหลังภายในเขตพุทธาวาส
วิหารที่ใช้เป็นประธานของวัดมักสร้างให้มีขนาดใหญ่ กว่าวิหารหลังอื่นๆ เรียกว่าวิหารหลวง
และมักวางอาคารไว้ด้านหน้า พระเจดีย์ในแนวแกนเดียวกัน
วิหารหลวงส่วนใหญ่จะเป็นที่ประดิษฐานพระประธานสำคัญของวัด
ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
ส่วนวิหารหลังอื่นๆ มักสร้างให้มีขนาดเล็กกว่า ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
โดยจะเรียกชื่อตามสิ่งที่อยู่ภายใน เช่น วิหารพระพุทธ วิหารพระนอน วิหารน้ำแต้ม
(วิหารที่มีลายทองประดับภายใน) เป็นต้น

สำหรับรูปแบบวิหารในวัฒนธรรมล้านนา เราพบหลักฐานว่ามีการสร้างใน ๒ ลักษณะ ได้แก่
วิหารโถง และ วิหารปิด

วิหารโถง หมายถึง วิหารที่ ไม่มีผนังด้านข้าง
(ยกเว้นผนังห้องสุดท้าย และด้านหลังของพระประธาน)
แต่มักนิยมทำเป็นแผงไม้เพื่อป้องกันแสงแดด และ ฝนสาด
แผงไม้ดังกล่าว จะทำเป็นบานลูกฟักยึดลงมาจากโครงสร้างหลังคาด้านข้าง
เรียกว่าแผงน้ำย้อย ช่างมักเขียนภาพ หรือ ลวดลายทองประดับบริเวณแผงไม้ดังกล่าวนี้
นอกจากนั้นภายในตัววิหารมักนิยมประดับด้วยลวดลายทองบริเวณผนังด้านหลังของพระประธาน
ตลอดจนถึงบริเวณเสากลางที่อยู่ภายในรวมไปถึงส่วนของโครงสร้างหลังคา
เพื่อประดับตกแต่ง และ ยังก่อให้เกิดความสว่างไสวภายในตัวอาคารอีกประการหนึ่ง
ตัวอย่างของวิหารโถงที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันได้แก่
วิหารโถง วัดพระธาตุลำปางหลวง และ วิหารโถงวัดปงยางคก จ.ลำปาง เป็นต้น

วิหารปิด หมายถึงวิหารที่มีการสร้างผนังด้านข้างทั้งสี่ด้าน มีหน้าต่าง
และช่องแสงโดยรอบทุกด้าน บริเวณผนังภายในมักเขียนด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง
หรือ ฉลุลายปิดทองบริเวณผนังด้านหลังของพระประธาน
สันนิษฐานว่าวิหารปิดอาจเป็นพัฒนาการสมัยถัดมาของวิหารโถง

ถึงแม้วิหารทั้งสองประเภทจะมีความแตกต่างกันบ้างทางด้านรูปแบบดังได้กล่าวไปแล้ว
แต่ลักษณะการจัดแผนผังของอาคาร
รูปทรงและโครงสร้างของวิหารทั้งสองประเภทมีความคล้ายคลึงกันจนอาจกล่าวได้
ว่าเป็นเอกลักษณ์ของวิหารล้านนา กล่าวคือ

ลักษณะเด่นของวิหารล้านนา

วิหารล้านนา จะออกแบบแผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการยกเก็จของผัง
ภายในวิหารแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

๑. พื้นที่ของพระสงฆ์ ได้แก่ อาสนสงฆ์ และบุษบกธรรมมาสน์ สำหรับอาสนสงฆ์
เป็นที่นั่งพระภิกษุสามเณร มักทำเป็นแท่นยกพื้นอยู่ทางด้านขวามือของพระประธาน
ส่วนบุษบกธรรมมาสน์หมายถึงแท่นสำหรับใช้เทศนาของพระภิกษุสงฆ์ในวันสำคัญทางศาสนา

๒. พื้นที่ของฆาวาส ได้แก่ห้องโถงส่วนกลางของอาคาร
เป็นพื้นที่นั่งของชาวบ้านเพื่อฟังเทศน์ในวันพระ ชาวบ้านจะนั่งกับพื้นซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่า
พระสงฆ์ และ พระประธาน โดยมักจะให้ผู้ชาย ซึ่งเป็นผู้อาวุโส นั่งด้านหน้าสุดใกล้พระประธาน
ส่วน คนผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก จะนั่งถัดออกไป ด้านหลัง

๓. ฐานชุกชี หรือแท่นแก้ว หมายถึงพื้นที่ด้านในสุดของวิหาร
มักทำเป็นแท่นยกพื้นสูงกว่าอาสนสงฆ์ ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นประธานของวัด
พื้นที่บริเวณนี้ วิหารบางหลังอาจทำเป็นอุโมงค์โขงและเจดีย์ทรงปราสาทต่อท้ายจรนัม
อยู่ด้านหลัง ซึ่งภายในอุโมงค์โขงดังกล่าวเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธาน
ของวิหารเช่นเดียวกัน นักวิชาการบางท่านเรียกวิหารประเภทนี้ว่า
วิหารทรงปราสาท เนื่องจากหากมองจากภายนอก
จะคล้ายกับมีเจดีย์ทรงปราสาทเชื่อมต่อท้ายตัวอาคาร ตัวอย่างเช่น
วิหารวัดปราสาท จ.เชียงใหม่ และ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

การแบ่งพื้นที่ใช้สอยดังกล่าวแสดงถึงการแบ่งระดับความสำคัญของบุคคลที่อยู่
ภายในอาคารอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญต่อพระประธานที่อยู่ภายใน
ในฐานะตัวแทนของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ
พื้นที่ดังกล่าวจะถูกออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งด้านในสุดและยกพื้นสูงเรียกว่า
ชุกชี (บางแห่งเน้นความสำคัญด้วยการสร้างอยู่ในปราสาท เรียกว่าซุ้มโขงหรืออุโมงค์โขง)
โดยช่างจะปั้นพระพุทธรูปให้มีพระเนตรเหลือบมองลงต่ำ
คล้ายกำลังมองลงมาที่ชาวบ้านซึ่งนั่งอยู่กับพื้น

ส่วนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะใช้บุษกธรรมมาสน์ เป็นตัวแทน
โดยจะสร้างเป็นแท่นยกพื้น แต่จะอยู่ต่ำกว่าฐานชุกชี ถัดมาคือพระสงฆ์ นั่งอยู่บนอาสนสงฆ์
ซึ่งต่ำกว่าแท่นธรรมมาสน์ แต่สูงกว่า ที่นั่งของฆารวาสซึ่งนั่งกับพื้น

ลักษณะโครงสร้างของอาคาร เป็นการผสมผสานระหว่าง โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน
กับโครงสร้างไม้ กล่าวคือ ส่วนฐานของอาคารตลอดจนถึงผนัง มักก่อด้วยอิฐฉาบปูน
เทคนิคปูนก่อและฉาบแบบโบราณ ส่วนเครื่องบนหรือหลังคา
มักสร้างด้วยโครงสร้างไม้ในระบบเสาและคาน
ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของวิหารล้านนา เรียกว่าโครงสร้างแบบม้าต่างไหม
หลังคาเป็นทรงจั่วมีการซ้อนชั้นของหลังคาด้านหน้าสามชั้น ด้านหลังสองชั้น
สัมพันธ์กับการยกเก็จของผัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาหรือแป้นเกล็ด (หลังคาแผ่นไม้)
สำหรับการสร้างวิหารช่างมักมีการสร้างส่วนประกอบทั้งหมดของโครงสร้างด้านล่างก่อน
หลังจากนั้นจึงยกขึ้นประกอบพร้อมกัน

ลักษณะเด่นทางด้านโครงสร้าง และรูปทรงหลังคาดังกล่าว
ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สำคัญของวิหารล้านนา
ที่มีการถ่ายทอดและพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สันนิษฐานว่ารูปทรงดังกล่าวอาจมีเหตุผลในการออกแบบมาจากข้อจำกัดในเรื่อง
วัสดุและความงามเป็นสิ่งสำคัญควบคู่กันไป
เนื่องจากวิหารขนาดใหญ่ที่ใช้โครงสร้างหลังคาทำด้วยไม้ทั้งหมด
จำเป็นต้องจัดหาวัสดุที่มีความยาวพอเหมาะกับขนาดของอาคาร
ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่ง

อีกทั้งการสร้างอาคารขนาดใหญ่จะทำให้เกิดผืนหลังคาขนาดใหญ่ตามไปด้วย
ลักษณะรูปทรงดังกล่าวนี้ ย่อมมีข้อด้อยในเรื่องของความงาม
เนื่องจากจะทำให้อาคารมีขนาดใหญ่ และดูหนัก
ดังนั้นเพื่อลดมวลของรูปทรงที่ใหญ่เทอะทะดังกล่าว
การลดชั้นและซ้อนชั้นของหลังคาเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ช่างโบราณทราบมา
ตั้งแต่อดีต ดังนั้นรูปทรงหลังคาที่มีการซ้อนชั้นดังกล่าว เมื่อสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่แล้ว
จึงทำให้อาคารดูเบาลงซึ่งอาจสอดคล้องกับแนวคิดในการทำให้อาคารต่างๆในเขต
พุทธาวาสมีความเบาสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องนิพพาน
(ซึ่งอุปมาถึงได้ถึงภาวะที่เบาและหลุดพ้น)ได้อีกประการหนึ่ง

นอกจากนี้การทำให้หลังคามีการซ้อนชั้นด้านหน้าสามชั้น เมื่อเรามองจากด้านหน้าของอาคาร
เราอาจสันนิษฐานต่อไปได้ว่า ช่างโบราณ
เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวิธีการออกแบบที่มีการคำนึงถึงการนำเข้าสู่ตัวอาคาร
ที่มีเป้าหมายเพื่อเน้นพระประธานที่อยู่ภายในนั่นเอง

องค์ประกอบตกแต่ง

วิหารล้านนา มีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ
ที่ช่วยทำให้รูปทรงของอาคารมีความสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้
สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์ทั้งในแง่ของการตกแต่ง และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง
โดยมีคติความเชื่อต่างๆ ที่สำคัญ แฝงอยู่ เช่น เรื่องของคติจักรวาล เรื่องพุทธภูมิและนิพพาน
รวมถึง คติเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และกิเลสตัณหา
ทั้งนี้สามารถอธิบายองค์ประกอบตกแต่งที่สำคัญได้ดังนี้

๑. หน้าบัน หมายถึงแผ่นไม้ลูกฟัก สร้างขึ้นเพื่อใช้ปิดช่องว่างที่เกิดจากโครงสร้างหลังคา
ด้านสกัดมักทำเป็นแผ่นไม้ตีเป็นช่องๆ ล้อกับโครงสร้างม้าต่างไหมที่อยู่ภายใน
หน้าบันจะทำหน้าที่ปิดช่องว่าทั้งบริเวณจั่วด้านบนและจั่วปีกนกด้านข้าง
โดยด้านล่างของแผ่นไม้มักประดับเป็นลวดลายรูปวงโค้งเรียกว่า โก่งคิ้ว
มักมีการประดับลวดลายทองหรือกระจกบริเวณหน้าบันดังกล่าว

หากมองในแง่ของการออกแบบสถาปัตยกรรม
หน้าบันเป็นองค์ประกอบตกแต่งที่ทำให้ด้านสกัดของอาคารนั้นสมบูรณ์และสวยงามขึ้น
สอดรับกับรูปทรงของหลังคาด้านบน แต่ในอีกด้านหนึ่งเราอาจมองได้ว่า หน้าบัน
เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ถูกจัดวางไว้เพื่อสร้างกรอบในการเน้นมุมมอง
ไปสู่พระประธานที่อยู่ภายใน ในแนวคิดเดียวกันกับการลดชั้นหลังคา เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าอาจมีแนวคิดเรื่องของการอุปมาอุปมัยถึงเรื่องกิเลสตัณหา
อันเปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมให้กับบุคคลที่เข้าไปในพระวิหาร
ได้ตระหนักและเตรียมตัวเข้าสู่พื้นที่ที่บริสุทธิ์ภายใน
โดยแทนลวดลายที่อยู่บนหน้าบันนั้นเป็นเสมือนกิเลสตัณหาของมนุษย์ที่ยังไม่
ได้รับการขัดเกลานั่นเอง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้มักจะถูกย้ำด้วย
การสร้างเสาคู่หน้าสุดของพระวิหารให้เป็นรูปแปดเหลี่ยมอันเปรียบเสมือนจิตใจ
ของผู้คนที่หยาบกระด้างดั่งกิเลสตัณหาของมนุษย์ที่ยังไม่ได้ขัดเกลา
และเมื่อเข้าไปสู่ภายในวิหาร เสาคู่ต่างๆ ภายในจะกลายเป็นรูปทรงกลม
อันเปรียบเสมือนจิตใจที่บริสุทธิ์ของผู้ที่เข้าสู่ภายในวิหารซึ่งเป็นแทนของพุทธภูมิหรือ
สถานที่ของพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งบรรลุนิพพาน ตัดแล้วซึ่งเกสตัณหานั่นเอง

๒. องค์ประกอบตกแต่งหลังคา ได้แก่ ป้านลม ช่อฟ้า ใบระกา หางวัน และปราสาทเฟื้อง
เป็นองค์ประกอบตกแต่งที่ประดับไว้บนหลังคา สำหรับ ป้านลม
(ประกอบด้วยชุดตกแต่ง ช่อฟ้า ใบระกา หางวัน) เป็นส่วนของโครงสร้าง
ทำหน้าที่เพื่อปิดช่องว่างด้านสกัด ที่เกิดจากการมุงหลังคา เพื่อป้องกันลมตีกระเบื้อง
นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความสวยงามทางด้านรูปทรง ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า
เป็นการออกแบบที่อุปมาถึง สัตว์ในป่าหิมพานต์ หรือ นาค ในคติความเชื่อเรื่องจักรวาล
โดยนาคนั้นถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของน้ำและความอุดมสมบูรณ์
และเป็นตัวแทนของสายรุ้ง
ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ในแนวคิดเดียวกันกับการสร้างบันได
นาคบริเวณด้านหน้าของวัดนั่นเอง

สำหรับปราสาทเฟื้อง หมายถึง องค์ประกอบตกแต่งบริเวณกึ่งกลางของสันหลังคาพระวิหาร
มักทำเป็นรูปปราสาทเรียงกัน ๗ ชั้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นแนวคิดในการออกแบบที่มีการอุปมาถึง
เขาสัตตบริภัณฑ์ ในเรื่องคติจักรวาล
ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับ การออกแบบ สัตตภัณฑ์ หรือ เชิงเทียน ๗ ชั้นที่อยู่ภายในวิหาร

๑. ค้ำ ยัน บางครั้งเรียกว่า หูช้าง หรือนาคทัณฑ์ เป็นไม้แกะสลักรูปนาค
หรือ ลวดลายพันธุ์พฤกษา ประดับอยู่บริเวณเสาด้านข้างของอาคาร
ทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำยันรองรับน้ำหนักชายคาของหลังคาด้านข้าง

๒. ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ ลวดลายประดับภายอาคาร
วิหารล้านนานิยมประดับตกแต่งผนังด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือลวดลายทอง
สำหรับจิตรกรรมฝาผนังนั้นมักเขียนด้วยสีฝุ่น เรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ หรือ นิทานชาดก
พร้อมทั้งแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของชาวล้านนาไว้ด้วย

สำหรับลวดลายทองนิยมประดับบริเวณผนังด้านหลังของพระประธาน
รวมทั้งโครงสร้างส่วนต่างๆ เช่น เสา คาน เพดาน เป็นต้น
ลวดลายทองมักเขียนด้วยเทคนิคฉลุลายทองผ่านกระดาษ (Stencil) มักทำเป็นลวดลายเทวดา
โปรยดอกไม้ด้านหลังพระประธาน ส่วนบริเวณเสา หรือ โครงสร้างทำเป็นรูปลวดลายพันธุ์พฤกษา
รูปโคม และรูปหม้อน้ำมนต์ (เรียกว่าหม้อบูรณะฆฏะ)
ลายทองเหล่านี้เชื่อว่าสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชา ในความหมายของการสรรเสริญ
องค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ลายทองเหล่านี้มีประโยชน์อีกประการหนึ่ง
คือ ทำให้ภายในวิหารเกิดความสว่างไสว อันเกิดจากแสงที่กระทบจากภายนอก
ซึ่งเชื่อว่าช่างในอดีตตั้งใจที่จะทำให้เกิดมิติและบรรยากาศแห่งศรัทธา
เปรียบประดุจสรวงสวรรค์ด้วยอีกประการหนึ่ง

๓. ซุ้มประตู ประตูทางเข้าวิหารด้านหน้า ส่วนใหญ่ (ยกเว้นวิหารโถง) มักประดับด้วยซุ้มประตู
ทำเป็นกรอบประตูที่มีเสาก่อขึ้นไป และทำวงโค้งด้านบน เรียกว่า ซุ้มประตูโขง
ลักษณะคล้ายกับ ประตูโขงบริเวณทางเข้าของวัด
วงโค้งด้านบนประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษานาคหรือสัตว์ในป่าหิมพานต์
ซึ่งป่าหิมพานต์ดังกล่าวนี้ เป็นตัวแทนของทางเข้าชมพูทวีป ซึ่งหมายถึงโลกมนุษย์
ในคติความเชื่อเรื่องจักรวาล นั่นเอง

๔. ลวดลายสัตว์ เทวดา และ ยักษ์ต่าง ๆ ทั้งวิหาร และอาคารประเภทอื่นๆ
ภายในวัดมักจะมีการประดับด้วยสัตว์ต่างๆ เช่น นาค มกร มอม กิเลน สิงห์ เป็นส่วนประกอบ
สัตว์เหล่านี้ สันนิษฐานว่าเป็นตัวแทนของสัตว์ในป่าหิมพานต์ตามความเชื่อเรื่องจักรวาล
และยังเป็นตัวแทนของอารักษ์หรือผู้คุ้มครองศาสนาสถานอีกทางหนึ่ง

๕. ส่วนเทวดา และ ยักษ์ เป็นอารักษ์ผู้ดูแลศาสนสถาน
และผู้เป็นตัวแทนของการสรรเสริญพระบารมีขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

ความแตกต่างของ วิหารและอุโบสถ ในวัฒนธรรมล้านนา

ในวัฒนธรรมล้านนา มีงานสถาปัตยกรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับวิหาร
ทั้งในแง่ของการจัดแผนผัง และรูปทรง เรียกว่า อุโบสถ หรือ โบสถ์
พระอุโบสถในล้านนา เป็นอาคารขนาดเล็กที่ใช้สำหรับการทำสังฆกรรม
ซึ่งหมายถึง กิจกรรมหรือการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับหมู่สงฆ์เท่านั้น
ไม่เกี่ยวข้องกับฆารวาส ซึ่งการทำสังฆกรรมที่สำคัญๆ ได้แก่ การบวช
และ การสวดโอวาทปฏิโมกช์
(การสวดทุกวันขึ้น ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ) เป็นต้น ในวัฒนธรรมล้านนาไม่นิยมสร้างอุโบสถ
เนื่องจากมีวัฒนธรรมในการใช้โบสถ์ร่วมกัน ดังนั้น
ในชุมชนหนึ่งๆ อาจมีโบสถ์เพียง 1 หลังต่อวัด ๕ -๑๐ วัด
โดยมีวัดที่มีอุโบสถเป็นผู้นำ เรียกว่า หัวหมวดอุโบสถ

ดังนั้นวิหารจึงมีความสำคัญมากกว่าอุโบสถมาโดยตลอด
อีกทั้งการบวชบางครั้งไม่จำเป็นต้องกระทำในอาคาร เพียงกำหนดขอบเขตสีมา
ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่บริสุทธิ์เท่านั้นก็เพียงพอต่อการทำพิธี
ในอดีตบางครั้งจึงมีบวชกันกลางน้ำ กระทำบนแพขนาน
ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ตัวอาคารของอุโบสถ กับ วิหาร มีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งทางด้านแผนผัง
รูปทรงและการตกแต่ง เราสามารถสังเกตได้จาก ขนาดของอาคาร
ซึ่งอุโบสถมักสร้างให้มีขนาดเล็กกว่า พร้อมทั้งมีการกำหนดเขตบริสุทธ์ เรียกว่าเขตสีมา
ด้วย ก้อนหิน หรือ ใบเสมา
ดังนั้นเราสามารถสังเกตุความแตกต่างของอาคารทั้งสองได้ด้วยสัญลักษณ์เสาเสมา
หรือ ใบเสมาดังกล่าวนี้เป็นสำคัญ

วิหาร หรือ วิหาระ ( Vihara ) ในความหมายเดิมสมัยพุทธกาล
หมายถึงสถานที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ แต่ต่อมาความหมายได้กลายมาเป็นความหมายของวัดไป
ความหมายของวิหารในปัจจุบันจึงหมายถึงอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
ซึ่งสามารถใช้ประกอบพิธีกรรมในกิจของสงฆ์หรือพิธีกรรมอื่นที่ประชาชนสามารถ
เข้าไปใช้สอยร่วมกันได้ ดังนั้นภายในวิหารของล้านนาจึงมักมีเครื่องใช้ประกอบศาสนพิธี
ซึ่งเครื่องใช้เหล่านั้นมักประกอบด้วย

อาสนะสงฆ์ ที่จะอยู่ทางด้านขวาของพระประธาน
ธรรมมาสน์ คือ ที่สำหรับแสดงธรรมมักวางใกล้กับอาสนะสงฆ์
สัตตภัณฑ์ เป็นเครื่องสักการะใช้สำหรับจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย ตั้งอยู่หน้าพระประธาน
ขันแก้วตังสาม คือ พานที่ใช้สำหรับวางข้าวตอก ดอกไม้ บูชาพระรัตนตรัย
วางไว้กลางวิหารระหว่างเสาคู่แรกหน้าพระประธาน
ขันขอศีล ใช้บูชาศีลตั้งถัดมาจากขันแก้วตังสาม
ขันนำทาน คือ พานดอกไม้ที่ใช้ประเคนของที่หนักเกินไปตั้งถัดมาจากขันขอศีล
แว่นสายตาพระเจ้า หมายถึงการเกิดพระญาณ
กระถางธูป

องค์ประกอบของโครงสร้างวิหารล้านนา

โครงสร้างหลังคาของวิหารล้านนา นิยมสร้างด้วยเครื่องไม้ใช้ระบบเสาและคานในการรับน้ำหนัก
โครงสร้างที่ถ่ายทอดน้ำหนักนี้เรียกว่า ระบบขื่อม้าต่างไหม
ซึ่งปรากฏชื่อนี้ในเอกสารตั้งแต่รัชกาลพญามังรายคราวสร้างวิหารวัดกานโถม เวียงกุมกาม
การเรียกชื่อขื่อม้าต่างไหมได้ชื่อมาจากลักษณะการบรรทุกของบนหลังม้าไปขายบน
เส้นทางของพ่อค้าม้าต่างในล้านนา เครื่องไม้ที่ใช้ในระบบขื่อม้าต่างไหมนี้มี
แปอ้าย แปยี่ เสาสะโก๋น กล๋อนลาด กั้นฝ้า ขื่อหลวง ขื่อยี่ เป็นต้น

ผนังอาคาร วัสดุที่ใช้สร้างมีทั้งก่ออิฐถือปูนหรือเป็นฝาผนังไม้
ผนังวิหารมักเจาะช่องหน้าต่างซึ่งมีทั้งแบบบานเปิดธรรมดา แบบฝาไหล หรือ แบบซี่ลูกมะหวด
แต่ถ้าเป็นช่องรูปกากบาดด้านท้ายวิหารจะเรียกว่า ช่องตีนกา หรือ ปล่องจงกล

เครื่องประดับของวิหารล้านนา มีทั้งส่วนที่ใช้ประดับเชิงคติทางศาสนา
ส่วนที่ประดับเพื่อความงาม และบางส่วนก็ผูกพันอยู่กับโครงสร้าง
เครื่องประดับเหล่านั้นประกอบด้วย

หน้าแหนบ คือ รูปสามเหลี่ยมด้านหน้าและด้านหลังของโครงหลังคาวิหาร
ช่องที่ปิดด้วยไม้ตามโครงสร้างม้าตั่งไหมนั้นเรียกว่า ดอกคอหน้าแหนบ
ในส่วนของหลังคาปีกนกมีช่องสามเหลี่ยมก็เรียกว่า แหนบปีกนก

นาคขะตัน คือ ไม้ค้ำยันรูปสามเหลี่ยมที่รับน้ำหนักของชายคาลงมาที่เสาด้านข้างวิหาร
ส่วนใหญ่นิยมสร้างเป็นรูปนาค

โก่งคิ้ว เป็นแผงไม้อยู่ใต้หน้าแหนบมีลักษณะเป็นแผงวงโค้ง ถ้าอยู่ที่ใต้แหนบปีกนกก็เรียกว่า
โก่งคิ้วปีกนก มักมีลวดลายประดับอยู่เสมอ

แผงแล เป็นแผ่นไม้อยู่ระหว่างแปรับกลอนหลังคากับคอสองรับปีกนกด้านข้าง

ปากแล อยู่ด้านหน้าของแผงแล ที่เรียกว่าปากแลเพราะมักทำเป็นรูปปากนกแก้ว

ช่อฟ้า คือ องค์ประกอบส่วนบนสุดเหนือจั่วของวิหาร นิยมทำเป็นรูปพญานาค

หางหงส์ คือ เครื่องไม้ที่อยู่ปลายสุดของป้านลม นิยมสร้างรูปพญานาค และ
บางแห่งก็เป็นรูปกระหนก

ปราสาทเฟื้อง คือ รูปจำลองปราสาทที่วางอยู่กลางสันหลังคามีความหมายเกี่ยวกับเขาพระสุเมรุ

วิหารล้านนาอาจจะแบ่งแยกได้หลายประการ หากแบ่งตามลักษณะของผนังอาคารก็แยกเป็น

วิหารแบบเปิด

วิหารแบบนี้มักตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ ที่ใช้เพียงเพื่อเป็นพื้นของอาคารเท่านั้น
ผนังของวิหารเปิดโล่งทุกด้านยกเว้นห้องสุดท้ายด้านหลังที่จะก่ออิฐฉาบปูนทึบ
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะต้องการป้องกันน้ำฝนสาดถูกพระประธาน หรือ โขงพระเจ้า
ส่วนห้องด้านหน้านั้นอาจจะมีฝาย้อยห้อยใต้ท้องแปด้วยแต่ก็ยังอยู่เหนือระดับศรีษะอยู่
การที่มีฝาย้อยก็สามารถป้องกันการสาดของน้ำฝนที่จะเข้าไปด้านในวิหารได้ด้วย

เหตุที่ผนังของวิหารกลุ่มนี้ต้องเปิดโล่งอาจเนื่องมาจากรูปแบบของหลังคา วิหารที่ต่ำมาก
การเปิดโล่งอาจจะช่วยในการถ่ายเทอากาศและเปิดสายตาให้กับผู้ร่วมพิธีกรรมที่
ต้องนั่งรอบๆ วิหาร หรือ ศาลาบาตร
หรือ ในเชิงคติความเชื่อแล้วอาจเป็นการออกแบบที่มุ่งเน้นความเบาสบาย
ไม่สร้างความอึดอัดแก่ผู้ที่เข้ามาในวิหาร ก่อให้เกิดสภาวะลอยสู่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น
เป็นการชักจูงให้คนเข้ามาปฏิบัติธรรมเพื่อนำสู่นิพพาน

โดยส่วนใหญ่แล้ววิหารแบบนี้มักจะมีขนาดเล็กกะทัดรัด
ตัวอย่างของวิหารแบบนี้ที่มีขนาดใหญ่น่าจะได้แก่ วิหารหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง
วิหารกลุ่มนี้เป็นกลุ่มวิหารรุ่นเก่าราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓
ที่พบมากจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของวิหารสกุลช่างลำปาง
(รูปวิหารน้ำแต้ม หรือ วิหารวัดปงยางคก)

วิหารแบบปิด

คือวิหารที่มีผนังปิดทึบทั้งสี่ด้าน ผนังด้านท้ายสุดอาจจะมีการเจาะช่องช่องกากบาด
(ปล่องจงกล ) เพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศและต้องการแสงสว่างด้วย
ผนังด้านข้างมีทั้งที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนปิดตั้งแต่ฐานถึงใต้ท้องแป
บางแห่งก็ก่อถึงแค่เสมอกรอบหน้าต่างด้านบนเป็นฝาไม้
บางแห่งก็สร้างเป็นฝาไม้ลายตาผ้าทั้งหมด
ผนังด้านข้างเจาะช่องหน้าต่างที่มีทั้งเป็นบานหน้าต่างเปิด แบบฝาไหล หรือ แบบลูกมะหวด
ผนังด้านหน้ามีประตูทางเข้าที่มีประตูใหญ่เข้าตรงกลาง หรืออาจมีประตูเล็กขนาบข้าง
หน้าประตูนิยมสร้างซุ้มโขงประดับลวดลายปูนปั้น ผนังห้องด้านหน้าสุดที่เป็นมุข
บางแห่งก็เปิดโล่ง บางแห่งก่ออิฐฉาบปูนขึ้นมาเสมอเข่าแล้วตั้งลูกกรงลูกมะหวด
ต่อเนื่องด้วยฝาย้อย

หากแยกตามแผนผังก็แยกได้เป็น



แผนผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเก็จ


แผนผังของวิหารแบบนี้ได้รับความนิยมในการสร้างมากที่สุด เพราะพบเป็นจำนวนมากกว่าแบบอื่น
แผนผังของวิหารเริ่มจากแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเก็จออกทั้งด้านหน้า และ ด้านหลัง
จำนวนการยกเก็จของแผนผังนั้นมีความสัมพันธ์กับการลดหลั่นของชั้นหลังคาด้วย
ตามปกติแล้วการยกเก็จออกทางด้านหน้าจะยกมากกว่าด้านหลัง ๑ เสมอ
ยกเก็จด้านหลังสุดใช้เป็นที่ประดิษฐานพระประธานบนฐานชุกชี ด้านหน้าสุดใช้เป็นมุขโถง
ด้านหน้าที่เป็นบันใดทางขึ้นนั้นในวิหารรุ่นเก่ามักจะมีหลังคลุม
แต่การซ่อมแซมในระยะหลังได้รื้อทิ้งกันเป็นส่วนใหญ่

วิหารบางแห่งทางด้านข้างอาจมีมุขต่อออกไปเป็นทางขึ้นลงของพระสงฆ์ด้วย
วิหารที่มีการยกเก็จทั้งด้านหน้าด้านหลังในจำนวนที่เท่ากันนั้นพบน้อยมาก
ตัวอย่างที่เด่นชัดได้แก่ วิหารพระพุทธ วัดพระธาตุลำปางหลวง
ที่ยกเก็จเพียงครั้งเดียวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ยังมีวิหารที่มีแผนผังของคูหาที่ต่อเนื่องจากท้ายวิหาร ซึ่งมีความหมายเป็น คันธกุฎี
คือ ที่พักผ่อนอิริยาบถของพระพุทธเจ้า วิหารแบบนี้พบจำนวนน้อยเช่นกัน ที่สำคัญได้แก่
วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่



แผนผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่ยกเก็จ

บางครั้งเรียกว่า วิหารทรงโรง
เนื่องจากมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำให้มีลักษณะเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยม
พื้นที่ของวิหารมักแคบและความสูงของผนังมีมากกว่าวิหารแบบพื้นเมือง
ทั้งนี้เพราะเป็นการได้รับอิทธิพลจากศิลปะภาคกลางของประเทศไทย
แต่ได้นำมาผสมผสานกับองค์ประกอบทางศิลปกรรมและลวดลายแบบพื้นเมืองจึงเกิด
เป็นรูปแบบที่นิยมในยุคหลัง
แต่สำหรับโครงสร้างหลังคานั้นยังมีการซ้อนชั้นของหลังคาด้านหน้าและหลัง
และบางหลังมีการลดชั้นหลังคาด้านข้างด้วย ทั้งๆ ที่แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
การลดชั้นนั้นเกิดจากการลดชั้นบนโครงสร้างของหลังคาไม่เกี่ยวกับการยกเก็จ
ของผังพื้นแต่อย่างใด ตัวอย่างวิหารทรงนี้ขนาดใหญ่ได้แก่ วิหารวัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ เป็นต้น


แผนผังแบบจัตุรมุข

แผนผังของวิหารแบบนี้เริ่มต้นจากผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส จากนั้นขยายออกทั้งสี่ด้าน
พื้นที่ของมุขที่ขยายออกนั้นลดขนาดลงไปจากผังใหญ่ จึงมีรูปคล้ายเครื่องหมายบวก
วิหารแบบจัตุรมุขในล้านนามีไม่กี่แห่ง แผนผังของวิหารแบบนี้ที่ชัดเจนได้แก่
วิหารวัดภูมินทร์ อ.เมือง จ.น่าน
แผนผังวิหารวัดภูมินทร์ส่อเค้าว่าต้นแบบน่าจะมาจากศิลปกรรมพม่า
เพราะตรงกลางวิหารมีแท่งสี่เหลี่ยมรองรับน้ำหนักจากยอดหลังคา
โดยรอบของแท่งสี่เหลี่ยมมีพระพุทธรูปประทับนั่งอยู่ทุกด้าน
ซึ่งเป็นโครงสร้างของสถาปัตยกรรมพม่าตั้งแต่เมืองพุกามแล้ว

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของโครงสร้างหลังคาและซุ้มประตู
ยังเป็นอิทธิพลจากศิลปะกรุงรัตนโกสินทร์ที่ผสมผสานกับแบบศิลปะพื้นเมืองแล้ว
ส่วนวิหารที่วัดพระบรมธาตุศรีจอมทองที่มีแผนผังแบบจัตุรมุขเหมือนกันนั้น
โครงสร้างของหลังคาไม่ได้ถ่ายน้ำหนักที่กึ่งกลางวิหารที่เป็นโขงพระเจ้า
กลับเป็นการถ่ายน้ำหนักลงที่ระบบโครงสร้างม้าต่างไหมแทน

หากแยกตามลักษณะของกลุ่มชนที่เด่นๆได้แก่



วิหารแบบพม่า

วิหารประเภทนี้จัดเป็นอาคารเอนกประสงค์ เพราะเป็นสถานที่ที่เป็นทั้ง กุฏิ ศาลา หอฉัน โรงครัว
และเป็นสถานที่สอนและฟังธรรมสำหรับประชาชน ดังนั้นพื้นที่ภายในของอาคารจึงเปิดโล่ง
จะมีการกั้นบริเวณเฉพาะที่ใช้เป็นสถานที่ส่วนตัว เช่น กุฏิ เท่านั้น
พื้นที่อื่นๆจะถูกแยกออกจากกันด้วยระดับของพื้นที่ต่างกัน
บริเวณที่สูงที่สุดคือบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งจะมีลวดลายตกแต่งมากมาย
บริเวณนี้เรียกว่า ข่าปาน ระดับต่อมาจะเป็นที่ประกอบพิธีกรรมของสงฆ์
ระดับต่ำที่สุดคือบริเวณที่ฟังธรรมของฆราวาส เนื่องจากการมีพื้นที่ใช้สอยหลายประเภทอยู่ร่วมกัน
จึงทำให้ขนาดของวิหารประเภทนี้มีความใหญ่โตมากกว่าวิหารแบบพื้นเมืองล้านนา

เอกลักษณ์ของวิหารประเภทนี้คือทรงของหลังคาที่ซ้อนลดกันหลายชั้น
หลังคาที่ยกคอสองสองชั้นและทิ้งชายคาลงมาสามตับ ชาวไทใหญ่เรียกว่า เจตบุน
ถ้ายกคอสองสามชั้นทิ้งชายลงสี่ตับเรียกว่า ยอนแซก
หากต้องการซ้อนชั้นที่สูงกว่านี้ก็จะทำซ้อนกันแบบเรือนยอดทรงปราสาท
ซึ่งแต่ละด้านของแต่ละชั้นมักจะทำเป็นซุ้มประดับลวดลายด้วย
ที่หลังคาของวิหารมักมีลวดลายตกแต่งแต่เดิมเป็นแผ่นไม้ฉลุลาย
ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโลหะประเภทสังกะสีผสมดีบุกฉลุลายแทน แผ่นที่ตกแต่งเป็นเชิงชายเรียกว่า
ปานซอย แผ่นตกแต่งที่อยู่เหนือเชิงชายเรียกว่า ปานต่อง
และส่วนที่ประดับมุมเรียกว่า กะหลุงต่อง

วิหารแบบไทลื้อ

วิหารแบบนี้มักจะมีผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เป็นวิหารแบบปิดที่ผนังทั้งสี่ด้านก่อด้วยอิฐฉาบปูนตั้งแต่พื้นจรดหลังคา
ผนังของอาคารใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักของหลังคาไปพร้อมๆกันจึงมีขนาดค่อนข้างหนา
เนื่องจากการใช้ผนังเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักทำให้โครงสร้างที่รับนำหนักของ
หลังคาภายในวิหารจึงมีเสาคู่กลางเพียงคู่เดียว
การถ่ายเทของน้ำหนักหลังคาใช้ระบบขื่อและคานอย่างง่ายๆ
ผนังด้านข้างของวิหารจะเจาะเป็นช่องหน้าต่างขนาดเล็ก สัดส่วนของวิหารค่อนข้างเตี้ย
ทั้งนี้เพราะชายหลังคาของวิหารจะปิดคลุมทั้งสี่ด้าน
การที่ทำชายคาค่อนข้างเตี้ยนั้นอาจเนื่องมาจากภูมิอากาศที่หนาวเย็นของ
พื้นที่เดิมของกลุ่มชนไทลื้อ ที่มีต้นกำเนิดในสิบสองปันนา
หลังคาของวิหารอาจจะทำได้มากกว่าสองชั้นก็ได้ โดยชั้นบนสุดจะเป็นโครงสร้างแบบหน้าจั่ว

โดย ผศ.ชาญณรงค์ ศรีสุวรรณ