สิงห์
สิงห์ไม่ใช่สัตว์พื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับปรากฏในงานศิลปกรรมทั่วไป
ซึ่งคงสืบเนื่องจากศากยวงค์ซึ่งเป็นวงค์ของพระพุทธเจ้า
และรูปสิงห์ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในศิลปะอินเดียและชาวภารตะก็ถือว่าสิงห์
เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความกล้าหาญ
ทุกวันนี้ชาวอินเดียก็ใช้หัวสิงห์ที่ยอดเสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช
เป็นสัญลักษณ์ของทางราชการ
การรับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียคงได้รับรูปแบบของสิงห์เข้ามาด้วยเช่นกัน
สิงห์เป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ
แต่ต่อมามีความคิดเรื่องสัตว์หิมพานต์เข้ามาในความเชื่อเรื่องจักรวาลของไทย
ทำให้ช่างคิดค้นนำเอาสิงห์ไปผสมกับสัตว์อีกหลายชนิด
กลายเป็นกลุ่มสัตว์ที่เข้าใจว่าอาศัยในป่าหิมพานต์ไป
คติความเชื่อแบบพม่า ที่ให้ความนับถือแก่สิงห์ โดยมีเรื่องเล่าว่า
ครั้งหนึ่งธิดาเจ้าเมืองในพม่าถูกสิงห์จับไปกักขังไว้ในป่า (ถ้ำ)
โดยธิดานั้นมีครรภ์มาก่อนแล้ว เมื่อครบกำหนดคลอดแล้ว สิงห์ก็ได้เลี้ยงดู รักษา
จนกระทั่งวันหนึ่งลูกของธิดาได้ฆ่าสิงห์ตัวนั้นตาย แล้วพาแม่กลับมาในเมือง
จนกระทั่งลูกของนางได้ครองเมือง อยู่มาวันหนึ่งก็มาคิดได้ว่าได้ฆ่าสิงห์ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณ
ทำให้รู้สึกสำนึกผิดจึงทำรูปปั้นสิงห์เพื่อเคารพบูชา
แต่ด้วยเกรงว่าจะมีคนลบหลู่ที่ทำความเคารพสัตว์เดรัจฉานในครั้งแรก ๆ
จึงทำรูปสิงห์แล้วทำหัวเป็นเทวดา ต่อมาก็มีการสร้าง และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
จนเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบันนี้
ข้อมูลบทความ : อาจารย์สนั่น ธรรมธิ รูปอนุสรณ์สัตว์ชนิดหนึ่ง
ที่พบเห็นโดยทั่วไปในเขตล้านนาโดยเฉพาะประตูวัดได้แก่ รูปสิงห์
รูปอนุสรณ์ดังกล่าวอาจมีมานานแล้ว ในโคลงนิราศหริภุญชัย ซึ่งเป็นโคลงเก่าแก่อายุราว ๕๐๐ ปี
มีการกล่าวถึงรูปสิงห์สองตัวที่ประตูวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ในบทที่ ๑๑ ว่า
ลาเถิงปราสาทสร้อย สิงห์สอง
โอนอ่ำรุงทิพทอง ที่อ้าง
เบญจาจำเนียรปอง ปดต่ำงนรา
จำจากแล้วแล้งร้าง ชาตินั้นฤาดี
ความเป็นมาของรูปสิงห์หรือราชสีห์ตามประตูวัด ในดินแดนล้านนา นอกจากจะเป็นรูปสิงห์คู่
ตัวผู้ - ตัวเมีย และที่เป็นสิงห์แบบหัวเทวดา จนพัฒนารูปแบบมาเป็นสิงห์คาบนาง
หรือสิงห์คายนาง ยังไม่มีการศึกษาโดยละเอียด แต่ก็เชื่อกันว่าเป็นความนิยมที่รับมาจากพม่า
ซึ่งมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า
นานมาแล้ว ณ นครแห่งหนึ่ง พระราชามีพระธิดา เป็นเจ้าหญิงที่ทรงแต่งงานกับเจ้าชายหนุ่ม
จนมีพระโอรสและพระธิดาเล็ก ๆ สององค์
กาลนั้นมีราชสีห์ตัวหนึ่งมีความพึงพอใจในตัวเจ้าหญิงพระโอรสและพระธิดา
จึงเข้าลักพาทั้งสามพระองค์ไปเลี้ยงดูอย่างดีในป่าแห่งหนึ่ง โดยมิได้ทำอันตรายแต่ประการใด
ราชสีห์ตัวนี้รักพระโอรสและพระธิดาเสมือนลูกกาลผ่านไปจนพระโอรสและพระธิดา
เจริญวัยขึ้นหนุ่มสาว ราชสีห์ได้สอนสรรพวิชาโดยเฉพาะเวทมนต์และวิชาการใช้ธนูที่เรียกว่า
" ธนูสิงห์ " แก่พระโอรสจนมีความสามารถแก่กล้า
แต่ตลอดเวลาพระโอรสและพระธิดามีความสงสัยว่าทำไมตนเองและพระมารดามาอยู่กับสัตว์
พระบิดานั้นเป็นใคร วันหนึ่งเมื่อได้โอกาสจึงทูลถามพระมารดาซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงเล่าความจริง
ทั้งหมดให้ฟัง เมื่อทราบความจริง พระโอรสจึงพยายามเดินสำรวจป่าบริเวณนั้นอยู่หลายวัน
จนทราบเส้นทางที่พอจะหนีกลับเมืองได้ วันหนึ่งขณะที่ราชสีห์ออกไปหากิน
พระโอรสใช้โอกาสนั้นพาพระมารดาและพระขนิษฐารอนแรมหนีออกจากป่า
จนถึงบ้านเมืองอย่างปลอดภัย เมื่อไปถึงพระราชวังปรากฏว่าพระราชาได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว
ส่วนเจ้าชายหนุ่มผู้เป็นสวามีของเจ้าหญิงได้เป็นพระราชาสืบราชสมบัติแทน
ทั้งสี่พระองค์ดีพระทัยมากที่ได้พบกันอีกครั้ง กล่าวถึงราชสีห์ เมื่อกลับจากหากินไม่พบเจ้าหญิง
พระโอรสและพระธิดา จึงออกตามหา และเมื่อทราบว่าทั้งสามหนีไปก็แค้นเคืองใจเป็นกำลัง
มันจึงออกติดตามเข้าไปในเมืองด้วยความบ้าคลั่ง
เมื่อพบเจอมนุษย์ตรงไหนก็จะคำรามแผดเสียงสีหนาท
ซึ่งเป็นเสียงมรณะใส่มนุษย์ที่อยู่บริเวณนั้น กล่าวกันว่าเสียงคำรามของราชสีห์ตัวนี้
หากใครได้ยินจะสิ้นใจไปในพริบตาราชสีห์ ฆ่ามนุษย์มาตามทาง
ทำให้ผู้คนล้มตายเดือดร้อนไปทั่ว ความนี้ทราบถึงพระราชา
พระองค์จึงทรงประกาศให้ปราบทันที
แต่ไม่มีใครสามารถทำอันตรายได้เพราะราชสีห์มีฤทธิ์มาก
พระโอรสทรงรำพึงว่าที่ผู้คนล้มตายเพราะตนเป็นต้นเหตุจึงทรงอาสาไปปราบ
พระโอรสออกไปประจัญหน้ากับราชสีห์ เตรียมท่าที่จะประหัตประหารกัน
แต่เหล่าเทวดาทั้งหลายไม่อยากให้พระโอรสฆ่าบุคคลผู้มีพระคุณ
และขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ราชสีห์ฆ่าพระโอรสที่จะสืบราชสมบัติ
จึงบันดาลให้ทั้งสองฝ่ายใจอ่อนลง ทั้งสองจึงต่อสู้กันธรรมดา
แต่การต่อสู้กันนั้น เนิ่นนานไม่มีใครแพ้ชนะ
จนในที่สุดราชสีห์ก็เป็นฝ่ายระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงอ้าปากขึ้นเพื่อจะแผดคำรามสีหนาท
พระโอรสเห็นดังนั้นจึงยิงธนูสิงห์เข้าไปในปากเป็นเหตุให้ราชสีห์ล้มลง
สิ้นใจตายทันทีชาวเมืองทั้งหลายพากันโห่ร้องเซ็งแซ่สรรเสริญในพระปรีชาสามารถ
ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองก็สงบสุข เมื่อพระราชาสวรรคตแล้ว พระโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์
ภายหลังพระองค์ทรงประชวรมีพระอาการปวดพระเศียรเสมอ
แม้แพทย์หลวงจะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถก็มิอาจรักษาได้
พระองค์ทรงทุกขเวทนามาก จนกระทั่งมีปุโรหิตาจารย์ท่านหนึ่งทูลว่าที่พระองค์เป็นเช่นนี้
ก็เพราะบาปกรรมที่พระองค์ได้ฆ่าผู้มีคุณที่เคยเลี้ยงดูมาแต่ทรงเยาว์วัย
และเมื่อทรงถามวิธีแก้ ปุโรหิตาจารย์ตอบว่าต้องสร้างรูปสิงห์ไว้บูชา
แต่ด้วยพระองค์เป็นกษัตริย์มนุษย์จะสร้างรูปสัตว์ไว้บูชาย่อมไม่สมควรกระทำ
แต่เพื่อให้หายจากโรคร้ายจึงทรงเลี่ยงไปสร้างรูปราชสีห์ไว้ตามประตูวัดแทน
เรื่องนี้ไม่ได้เล่าต่อว่า พระราชาทรงหายปวดพระเศียรหรือไม่
แต่ก็เกิดธรรมเนียมการสร้างรูปราชสีห์ หรือรูปสิงห์เป็นสิงห์คู่ปรากฏอยู่ตามวัดทั่วไปในเขตล้านนาอย่างที่พบเห็น
อนึ่งโบราณาจารย์ล้านนา มีความเชื่อเป็นข้อห้ามสืบต่อกันว่า
ห้ามมีรูปสัตว์ห้าประเภทอยู่ในบ้านและหนึ่งในจำนวนนั้นก็ คือ รูปสิงห์
ดังที่ปรากฏในตำรา สัพพะขึดว่า
"
รูปอันบ่ดีอยู่ในบ้านมี ๕ ประการ คือ ว่ารูป ช้าง นาค เสือ ราชสีห์และรูปราหู
หลอนมีไว้ดั่งอั้น ก็ขึดนักแล
"
ถ้าเชื่อตามนี้ รูปสิงห์ควรอยู่ในวัดเท่านั้น หากไม่เชื่อจะมีไว้ในบ้านก็ไม่ว่ากัน
แต่ระวังจะ " ตกขึด "อย่างที่โบราณว่า
แต่ก็มีความเชื่อในอีกนัยยะหนึ่ง
ในฝ่ายพุทธศาสนาที่กล่าวถึง สิงห์คู่หน้าประตูวัด
ซึ่งจะเป็นเพศผู้ ๑ ตน และเพศเมีย ๑ ตน
และมีท่าทางราวกับเฝ้าคอยบุคคลหนึ่งอยู่ตรงหน้าประตูวัด
โดยนัยยะของ อีกความเชื่อหนึ่งก็คือ
รอการถือกำเนิดของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปในภัทร กัปป์นี้
ซึ่งมีพระนามว่า " พระศรีอาริย์เมตไตรย " ซึ่งแปลว่าลูกสิงห์ตามพุทธทำนายนั่นเอง
ในสมัย ต้นปฐมกัป มีพญากาเผือกสองตัวผัวเมีย ทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา
อันเป็นธรรมชาติสถานรื่นรมย์ ในเวลาต่อมาต่อมา
พระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์แม่พญากาเผือก พร้อมกันถึง ๕ พระองค์
เมื่อครบทศมาส แม่กาเผือกก็ออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อ จำนวน ๕ ฟอง
(สถานที่นี้ในกาลต่อมาเรียกว่า วัดพระเกิด) และคอยเฝ้า
ดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี
อยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือกออกไปหากินถิ่นแดนไกล
ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ ด้วยธรรมชาติ แม่กาเผือกเพลินหากินอาหาร
ชื่นชมกับธรรมชาติจนมืดค่ำ เกิดลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำมืดครึ้มทั่วไปหมด
ทำให้หาหนทางออกไม่ถูก จึงหลงอยู่ในบริเวณสถานที่นั้น
(สถานที่นั้นในกาลต่อมาเรียกว่า เวียงกาหลง)
แม่กาเผือกได้อยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง จนเช้าจึงรีบถลาบินกลับที่พัก
แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อที่ทำรังอยู่ถูกลมพายุใหญ่พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ
แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกที่ยังอยู่ในไข่ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ
ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ในที่สุดก็สิ้นใจตายอย่างน่าสงสาร
แต่ด้วย อานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์กับทั้งที่ลูกของแม่กาเผือก
เป็นพระโพธิสัตว์ถึง ๕ พระองค์
จึงเป็นกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกไปจุติยังแดนพรหมโลกชั้นสุทธาวาส
ได้พระนามว่า ฆติกามหาพรหม จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวช แก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์
เมื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนไข่ทั้ง ๕ ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ
- ไข่ฟองที่ ๑ แม่ไก่เก็บไปดูแลรักษา
- ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
- ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่า เก็บไปดูแลรักษา
- ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
- ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา
ครั้นในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่
ปรากฏเป็นมนุษย์บุรุษรูปงานทั้ง ๕ พระองค์ และเจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงด้วยความกตัญญู
รู้จักหน้าที่ทดแทนบุญคุณจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี
ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่งก็มีจิตคิดที่จะออกบวชบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเป็นฤาษีอยู่ในป่า
จึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั้ง ๕ พระองค์ ฝ่ายแม่เลี้ยงก็ไม่ขัดความประสงค์
อนุญาตให้ลูกไปบวช บำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความอนุโมทนา
แม่เลี้ยงทั้ง ๕ มีปณิธานที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณ
เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ในวัฏฏะสงสาร
จึงฝากนามของแม่เลี้ยงไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้า
เมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับพระนามดังต่อไปนี้
องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็น ไก่
องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็น นาค
องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็น เต่า
องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็น โค
องค์ ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็น ราชสีห์
ในกัปป์นี้ชื่อว่า ภัทรกัปป์เป็นกัปป์ที่เจริญที่สุด
เพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของ
คำว่า...นะโมพุทธายะ
- นะ คือ พระกกุสันโธ
- โม คือ พระโกนาคมโน
- พุทธ คือ พระกัสสโป
- ธา คือ พระโคตโม
- ยะ คือ พระศรีอาริยเมตไตรโย
จนเป็นคาถาที่ใช้สืบต่อกันมา ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕
เมื่อออกบวชเป็นฤาษีก็ได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณอภิญญาสมาบัติ
อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะมาหาอาหารผลไม้ และบำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ
ณ ใต้ต้นนิโครธ อันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ ฤาษีทั้ง ๕
ได้มาพบกัน ณ ที่นี้โดยไม่ได้นัดหมาย จึงสอบถามถึงความเป็นมาของกันและกัน
จนรู้ว่าแต่ละองค์ก็มีแต่แม่เลี้ยง ฤาษีทั้ง ๕ จึงร่วมกันตั้งสัจจะอธิษฐานขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้า
ด้วยอำนาจสัจจะอธิษฐานธรรมอันบริสุทธิ์ดังก้องไปถึงพรหมโลก ท้าวฆติกามหาพรหม
ซึ่งเดิมคือ แม่กาเผือก ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดจึงจำแลงเพศเป็นรูปเดิม ขนขาวสวยงาม
มาปรากฏตัวอยู่ข้างหน้าของฤาษีทั้ง ๕ เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด
ก็รู้สึกสลดสังเวชใจและสำนึกบุญคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก
จึงน้อมนมัสการผู้เป็นแม่ กราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ผู้บังเกิดเกล้าไว้บูชา
ได้มาเป็นผ้าฝ้ายเป็นตีนกา สัญลักษณ์ของแม่กาเผือกให้แก่ลูกฤาษีทั้ง ๕
ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระ
และต่อมาได้กลายเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ตลอดกาลนาน
ฤาษีโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ต่างพากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาดจนดับขันธ์
ได้ไปจุติบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพ
และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญเพียรบารมีทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสงสารวัฏนี้
จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศแล้ว ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปป์โลกา ก็จะนำเอาบริขาร
คือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕
พระองค์ในชาติสุดท้ายที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์
กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบัน พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือก
ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกไปแล้วถึง ๔ พระองค์ ตามลำดับดังนี้
พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๔ หมื่นปี มีเขมวตีนนครของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
พระโกนาคมโนสัมมาสัมพุทธ เจ้า มีอายุ ๓ หมื่นปี มีโสภวตีนนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี
พระกัสสโปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๒ หมื่นปี มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระโคตโมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอายุ ๘๐ ปี มีกบิลพัสดุ์นครของพระพุทธเจ้าสุทโธทนะเป็นราชธานี
ส่วนพระโพธิสัตว์องค์ที่ ๕ อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือก คือ
พระศรีอริยเมตไตรย์ จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัทรกัปป์นี้ จะมีอายุถึง ๘ หมื่นปี
อ้างอิง สัตว์เทพนิยายล้านนา และ ขอบพระคุณหนานอรรถ ส่งสการล้านนา
|