มอม หรือ สิงห์มอม
มีสัตว์ประเภทหนึ่งที่คอยเฝ้าอยู่หน้าวิหารหรือศาสนสถาน ซึ่งมีลักษณะแปลกตา
ไม่ใคร่ได้เห็นกันบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะพบตามบันไดวัดหรือศาสนสถานแถบล้านนา
โดยปั้นจากปูน หรือ แกะด้วยไม้ บางครั้งยังพบเป็นภาพจิตรกรรมตามฝาผนัง
หรือ ทำเป็นลายปูนปั้นในวัดบางแห่ง ซึ่งเราเรียกว่า "มอม"
ลักษณะของ "มอม" จะดูไม่ค่อยเหมือนสัตว์ที่เรารู้จักกันทั่วไป
บางแห่งทำเป็นรูปแมวผสมสิงโต บางแห่งทำหน้าตาคล้ายสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง
หรือ มีกระทั่งหางเป็นปลาโลมา ลำตัวเป็นเกล็ดตะปุ่มตะป่ำคล้ายหนังกิ้งก่า
ซึ่งอาจสรุปได้ว่า มอม เป็นสัตว์ในจินตนาการซึ่งผสมจากสัตว์ต่างๆมีสี่ขา
เข้าใจว่าได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะจากจีน ก่อนที่จะมาผสมผสานกับศิลปะล้านนา
พจนานุกรมล้านนาบางฉบับให้ความหมายไว้ว่า
มอมเป็นสัตว์ผสมระหว่างสิงโตกับลิง มีแขนยาวคล้ายค่าง บางทีเรียกเสือดำ
ซึ่งเสือดำนั้นเข้าใจว่าเป็นสัตว์ต่างชนิดกันกับ "มอม" ที่เฝ้าวัด
ตัว "มอม" จะปรากฏบทบาทเบื้องแรกในตำนานทางเหนือเกี่ยวกับการขอฝน
โดยทำหน้าที่เป็นพาหนะของเทวบุตรองค์หนึ่ง ชื่อ เทพปัชชุนนเทวบุตร
ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเมฆและฝน ปรากฏในคัมภีร์มหาสมัยสูตร ระบุว่า
เป็นเทพในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยเป็นเทวะบริวารของพระวรุณ
ในคราวที่แคว้นโกศลเกิดความกันดาร
พระพุทธองค์ทรงเปล่งพุทธโองการให้ปรชันยะเทวบุตรหรือปัชชุนนเทวบุตร
นำฝนให้มาตก หรือ ในมัจฉาชาดก
เมื่อพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นมัจฉา เทพองค์นี้ก็มีบทบาททำให้ฝนตกลงมา
แม้แต่องค์อัครสาวกพระอานนท์ยังเคยเสวยชาติเป็นปัชชุนนเทวบุตร ดังนั้น
ชาวล้านนาจึงมีประเพณีขอฝนโดยนำตัวมอมที่แกะสลักจากไม้นำขึ้นเสลี่ยงแห่ขอฝน
แล้วใช้น้ำสาดให้ตัวมอมเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์
สมัยก่อนตามวัดทางล้านนาจะแกะตัวมอมจากไม้ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดเท่าแมว
แล้วลงรักทาด้วยชาดแดงอย่างสวยงาม
ซึ่งการแห่มอมดังกล่าวอาจเป็นต้นเค้าของการแห่นางแมว
เนื่องจากแมวมีลักษณะใกล้เคียงกับมอมมาก
และภายหลังก็หามอมที่แกะเพื่อใช้ในพิธีขอฝนยากขึ้นทุกทีเพราะคนไม่ค่อยรู้จัก
ตัวมอม ยังปรากฏในลายสักตามต้นขาและท้องของกลุ่มชายล้านนา
ที่กระจายตัวอยู่ทางตอนเหนือของไทย โดยเชื่อว่าจะทำให้เกิดความน่าเกรงขามแก่ผู้อื่น
และยังปรากฏเป็นงานปั้นปูนในภาคอีสาน โดยคนอีสานจะเรียกว่า "สิงห์มอม"
โดยมีความเชื่อว่า มอมเป็นสัตว์ที่ทรงฤทธานุภาพ แข็งแรง
ทรงกำลังมหาศาล เป็นเหตุให้ลืมตัว
เมื่อลงมายังมนุษยโลกก็แสดงอำนาจไปทั่ว
กิเลสดังกล่าวทำให้มอมไม่สามารถกลับขึ้นไปยังสวรรค์อันเป็นที่สถิตของเทวบุตรได้
เทพปัชชุนนะจึงสั่งให้มาเฝ้าพุทธสถานเพื่อรับฟังพระธรรมคำสอนเป็นเนืองนิจ
จนกว่าจะละกิเลส คือ ความทะนงตน
และเข้าใจในพระธรรมจึงจะกลับไปสถิตเป็นเทพพาหนะบนวิมานชั้นฟ้าต่อไป
ขณะที่อยู่ในโลกมนุษย์ มอมก็พยายามสร้างประโยชน์สุขให้กับมนุษยโลก
เพื่อเพิ่มบุญเพิ่มกุศลโดยเป็นตัวกลางเพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
ในล้านนาจะพบตัวมอมได้หลายแห่ง เช่น ที่วิหารและหอมณเฑียรธรรม
วัดบุพพาราม จ.เชียงใหม่, หน้าวิหารด้านหลังองค์พระธาตุ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
หรือ บนลายปิดทองล่องชาดของวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่
บางแห่งเป็นรูปเทวบุตรเหยียบบนตัวมอม ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป
ที่สำคัญคือ ยังมีคนสับสนคิดว่า "ตัวมอม" เป็นสัตว์ชนิดเดียวกับ ตัวมกร หรือ เหรา
ที่เฝ้าอยู่ตรงราวบันไดศาสนสถาน แต่จริงๆแล้ว เป็นสัตว์ในจินตนาการต่างชนิด ต่างประเภท
และมีศิลปะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
มอม อีกนัยความเชื่อ
เชื่อกันว่าเป็นสัตว์คู่บารมีของพระสมนโคดม (พระพุทธเจ้า)
อภัพพสัตว์เหล่านี้ขอพรจากพระพุทธเจ้าโดยตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่าขอให้เอารูป
พวกเขาติดไว้ในถาวรวัตถุของพระพุทธศาสนาเพื่อที่ชาติต่อไปจะได้เกิดในภพภูมิ
ของมนุษย์และสามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ ความเชื่อนี้ก็เหมือนกับประเพณีทอดกฐิน
ซึ่งมักจะมีธงรูปสัตว์ เช่น จระเข้ ตะขาบ พญานาค
การที่ได้ติดรูปเหล่านี้ลงไปในธงก็เพราะว่าสัตว์เหล่านี้เป็นที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
จึงต้องสรางกุศลผลบุญเอาไว้เพื่อที่ชาติหน้าจะได้เกิดในภพภูมิของมนุษย์และ
บวชในพระพุทธศาสนาได้
การสร้างตัวมอมนอกจากจะสรางเป็นตัวเดียวแล้วยังนิยมสรางเป็นกลุ่ม ซึ่งมักมี ๖ ตัว
เล่นหางกัน เป็นวงกลมซึ่งมีลักษณะความเชื่อคล้ายกับทางทิเบต
จากบทความของ ดอกเตอร์ วอลเดมาร์ ซี ไซเลอร์ ได้กล่าวไว้ว่า
ตัวมอมที่เล่นหางเป็นวงกลมนี้ หมายถึงหลัก อายตนะ ๖
หลักอายตนะ ๖ นั้นทำไว้ที่ทางเข้าพระเจดีย์สำหรับประดิษฐ์พระพุทธรูปที่เชียงใหม่
ทางเข้าลักษณะนี้มีเหลืออยู่น้อย และนับว่า
มีความยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งของล้านนาเกี่ยวกับอายตนะ ๖ นั้น เป็นซุ้มประตูวิหารของวัดปราสาท
ซึ่งงานชิ้นนี้ มีอายุย้อนขึ้นไปถึง พ.ศ. ๒๓๕๒ โดยถือเอาจารึกที่ผนัง
และพุทธศิลปะชิ้นนี้ว่าสรางขึ้นพร้อมกัน ซึ่งวงกลมขนาดใหญ่นี้ หมายถึงรูปพระอาทิตย์
และเชื่อว่า ตัวมอมเหล่านี้คือสิงโต ซึ่งตามความเป็นจริงก็คือ
สุนัขพันธุ์ปักกิ่งซึ่งมีกำเนิดที่เมืองซาล ประเทศธิเบต
อ้างอิง สัตว์เทพนิยายล้านนา
|