พญาลวง
พญาลวงคือสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่ง ที่มีปรากฏอยู่ในงานศิลปกรรมล้านนาเกือบทุกประเภท
ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม
ซึ่งส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่าเป็นพญานาค แต่หากสังเกตและวิเคราะห์ให้ดีแล้วจะพบว่าแตกต่างกัน
ซึ่งพญาลวง จะมีขาสี่ขา อย่างมังกร มีหู มีปีกและมีเขา ซึ่งพญาลวงนี้เป็นสัตว์ในนิยาย
ที่ปรากฏรูปในงานศิลปกรรมล้านนาเท่านั้น
คำว่า ลวง ในที่นี้ อาจหมายถึงสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่ารับรูปแบบ
อิทธิพลศิลปะจีน เพราะมีลักษณะคล้ายกับมังกรของจีน
แต่พญาลวงในล้านนานั้นมีรูปลักษณะที่เหมือนจริงมากกว่า หากพิจารณาอีกขั้นหนึ่งจะพบว่า
มีการผสมสัตว์ทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันคือ มังกร และ งู (นาค)
มังกรในความเชื่อของคนจีนเป็นสัตว์ที่ดลบันดาลทำให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล
เช่น เดียวกับพญานาค รูปลักษณ์ของตัวลวงนำมาจากสัตว์หลายประเภท
เช่น มีเขา เหมือนกวาง หัวคล้ายหัววัว ลำตัวเป็นงู มีเกล็ดเป็นปลา และ มีเท้าเหมือนเท้าเหยี่ยว
ซึ่งคล้ายกับมังกรของจีน แต่ตัวลวงมีปีกให้เห็นอย่างชัดเจน
ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการรับเอาอิทธิพล ของรูปแบบศิลปะจีนตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง
และหยวนเข้ามาในศิลปะล้านนาอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ที่ได้มาจากมังกรของจีนแล้ว
คำว่า ลวง ก็ฟังดูเหมือนว่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า เล้ง หรือ หลง ในภาษาจีน ที่แปลว่า มังกร
อีกด้วยตัวลวงมักปรากฏ ในศิลปะล้านนา ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
จิตรกรรมลายคำประดับฝาผนังวิหาร โบสถ์ หรือ ปราสาท หรือแม้แต่ไม้แกะสลัก งานปูนปั้น
ก็ยังพบการทำเป็นรูปตัวลวงอย่างเห็นได้ชัด เช่น นาคทันต์ หรือ คันทวย
ซึ่งเป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม ของล้านนาที่มีเอกลักษณ์ เฉพาะถิ่นอีกอย่างหนึ่ง
งานปูนปั้นประดับ ซุ้มประตูโขง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังปรากฏ พญาลวง ในวรรณกรรมล้านนา อีกหลายแห่งเช่น
การกล่าวถึงปราสาทศพของนางมัทรี ที่ได้รจนาไว้ในเวชสันตรราชชาดก หรือ เวสสันดรชาดก
ฉบับไม้ไผ่แจ้เรียวแดงไว้ว่า
........ น้ำแต้มอยาดลายฅำ พี่จักหื้อแต้มรูปตั๋วดำตั๋วแดงอยายอยาด
รูปนาคบ้วงบาทเกี้ยวตีนลวง ใส่ดอกพวงมอมม่าย รูปคะต่ายเต้นเพื่อนมังกอร......
ในนิทานเรื่อง เสี่ยวง่าว เสี่ยวหล๊วก ของทางเมืองน่าน กล่าวถึงลักษณะของ ลวง ไว้ว่า
ลวงมีลักษณะเหมือนท่อนไม้ ที่ตัดจากต้น บ่าลิดไม้ หรือต้นเพกาที่วางกั้นคันดินตรง ฮ่องหล่อ
หรือ ล่องที่รับน้ำฝนที่ตกจากชายคา
ครั้นเมื่อถึงเวลาท่อนไม้ก้อจะกลายเป็นลวงเรื่อยผยองขึ้นบนอากาศ
มุ่งตรงไปยังเขาสัตตบริภัณฑ์เพื่อไปกินหน่อเงินหน่อคำที่เขานั้น
จวบจนใกล้สว่างก็จะกับมาเป็นขอนไม้ดังเดิม
ซึ่งแสดงเห็นถึงการนำพญาลวงเข้ามาร่วมกับความเชื่อเกี่ยวกับฝน
เชื่อกันว่าในขณะที่ตัวลวงแหวกว้ายขึ้นบนเวหา เกี้ยวสอดดั้นในหมู่เมฆ
ด้วยอนุภาพของพญาลวง จะทำให้ฟ้าแลบฟ้าร้อง ลักษณะการนั้นจะเรียกว่า พญาลวงเล่นฝ้า
หรือ ลวงเล่นฝ้า ปรากฏการลวงเล่นฟ้านี้จะเห็นได้ชัดเมือเกิดขึ้นตอนกลางคืน
คือ ลักษณะที่เห็นฟ้าแลบเป็นแปลบปราบ บนหมู่เมฆในระยะไกลๆ
โดยไม่ได้ยินเสียงและเป็นสัญญาณว่าอีกไม่ช้าฝนก็จะตกลงมา
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติ ซึ่งชาวล้านนานำเอาความเชื่อ
และ นิทานเกี่ยวกับ พญาลวงเข้ามาผสม กับเหตุการณ์ธรรมชาติดังกล่าว
จินตนาการของช่างผู้สร้างงานศิลปกรรมล้านา รวมไปถึง ชาวล้านนา ที่มีต่อพญาลวง
อาจจินตนาการ ไปถึงการเยื้องย่างกรีดกรายของตัวลวงที่ชำแรกแหวกดั้นเมฆนั้น
คงซึ่งความสง่างามและความสวยงามเป็นอย่างยิ่งกอปรกับการเกิดฟ้าแลบแปลบปลาย
ยิ่งขับให้อ่อนไหวสวยงามขึ้นเท่านั้น
และการนี้ได้นำมาเปรียบเทียบกับการเดินของหญิงสาวชาวล้านนา ที่สง่าและสวยงาม
ดังค่าวบทบ่าวกล่าวชมเชยสาวว่า
...งามเลิศแล้วเหมือนแก้วเงาใส คันยกตีนไป เหมือนลวงเล่นฝ้า.....
หรือ อีกบท ว่า .....ร่างก็แค้ว แอวก็ไหว ยกตี๋นไป เหมือนลวงเล่นฝ้า.....
การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆที่อัดแน่นไปด้วยไอน้ำที่พร้อมจะ
กลั่นตัวเป็นฝนนั้นก่อให้เกิดพลังงานอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นฟ้าแลบฟ้าร้องได้
ในบทธรรมปลาช่อน หรือ ธรรมปล๋าก่อ บอกว่าเกิดจากบทเพลง เมฆคีตา
ของวัสสาวลาหกเทพที่เมื่อบรรเลงไปแล้ว ก้อนเมฆก็จะแตกตัว
ก่อให้เกิดสายฟ้าแลบแปรบปลายและเสียงสะเทือนเลือนลั่น แล้วหยดน้ำฝนก็พรมลง
มาสู่โลกมนุษย์และเป็นอำนาจเดียวกันนี้ก้อสามารถจินตนาการออกมาเป็น ตัวลวง หรือ พญาลวง
ที่กำลังเล่นเมฆด้วยความคึกคะนอง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์
ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำที่จะเติมเต็มมาในไม่ช้า พญาลวง จึงเป็นสัตว์ในนิยาย
ในความเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ที่มีส่วนทำให้เกิดฝน

ลวงที่เจดีย์เซี่ยงเมี่ยง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
เป็นของเก่าแก่ที่งดงาม จัดเป็นงานฝีมือชั้นครูของล้านนา
อ้างอิง สัตว์เทพนิยายล้านนา และ สัตว์หิมพาน
|