ลักษณะการจัดศพ

๑. การจัดศพของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
๒. การจัดศพของพระสงฆ์-สามเณร
๓. การจัดศพของชาวบ้านโดยทั่ว ๆ ไป

ลักษณะการจัดศพให้แก่คนตายนั้น ด้วยความเชื่อที่มีของคนล้านนาที่มีมาแต่ดั่งเดิมในความเชื่อเรื่องผีไม่ว่า จะเป็นผีบรรพบุรุษเช่นผีปู่ย่า ผีบ้านผีเรือน ผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ผีเสื้อวัด แม้แต่ผีที่อยู่ตามไร่นาป่าเขาและต้นไม้ใหญ่ เป็นต้นซึ่งบรรดาผีเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนล้านนาให้ความเชื่อและนับถือมาก่อน ที่จะได้รับเอาพระพุทธศาสนา เมื่อหันมานับถือพระพุทธศาสนา คนล้านนาก็ได้ยกระดับความเชื่อเดิมให้สูงขึ้นซึ่งพุทธศาสนาเองก็มิได้ขัด ขวางหรือรังเกียจบางทีก็ให้การสนับสนุนเสียด้วยซ้ำโดยยกผีเหล่านั้นให้เป็น เทวดาในพระพุทธศาสนามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา รักษาบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยมีพระสงฆ์เป็นตัวกลางในการเชื่อมประสาน เพราะคนล้านนามีพื้นฐานความเชื่อมาจากผี ดังที่อภิธาน สมใจได้กล่าวไว้ในหนังสืองานศพล้านนาปราสาทนกหัสดีลิงค์สู่ไม้ศพว่า ...โลกทัศน์เบื้องหลัง พิธีกรรมเพื่อคนตายของชาวล้านนา จึงมีอยู่สองแนวคิดหรือสองกระแสด้วยกันคือ

๑. โลกทัศน์ในวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิม ว่าด้วย ชีวิตมนุษย์ในโลกนี้กับชีวิตผีวิญญาณอื่นทีซ่อนอยู่ในโลกนี้อันเป็นวัฒนธรรมชาวบ้านสามัญชน

๒. โลกทัศน์ในวัฒนธรรมของชนชั้นผู้นำ ว่า ด้วย จักวาลวิทยาในพุทธรรมหรือไตรภูมิวิทยา อันเป็นวัฒนธรรมนำเข้าโดยพระสงฆ์และชนชั้นผู้ปกครองหรือที่เรียกว่า วัฒนธรรมหลวง
การจัดพิธีกรรมให้กับผู้เสียชีวิตนั้นจะมีความเชื่ออยู่ ๒ อย่างที่ผสมผสานกันอยู่นั่นคือ ความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญาณ คาถาอาคมต่าง ๆ เพื่อป้องกันวิญญาณของคนตายมารังควาน ส่วนอีกความเชื่อนั่นคือความเชื่อในพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการสร้างคุณความดี เพื่อให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีและการอุทิศสิ่งของไปหาผู้ตาย ความเชื่อทั้ง ๒ กระแสได้ก่อให้เกิดการผสมผสานกันกลายเป็นวัฒนธรรมและจารีตที่ยึดถือปฏิบัติ กันต่อ ๆ มา มิใช่เท่านั้นการสิ้นชีวิตของบุคคลผู้หนึ่งยังเป็นการแสดงออกถึงสถานะภาพและ ความสำคัญของของผู้ที่เสียชีวิตและความสำคัญของบุคคลผู้ที่สิ้นชีวิตไปและ บรรดาญาติ ๆ ในล้านนามีผู้คนอยู่กันมากมายหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มก็ยังมีความเชื่อที่แตก ต่างกันออกไปมีการถึงอย่างนั้นก็ตามก็หาใช่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน เพราะคนล้านนานั้นมีสิ่งที่เชื่ออย่างดียวกันนั่นคือระบบความเชื่อเรื่องผี บรรพบุรุษ และหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ซึมซาบเข้าไปทุกกิจกรรมอย่างของคนล้านนาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย มิใช่แต่เพียงเท่านั้นยังได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคนเอาว่าคนกลุ่มใดมีหน้า เช่นใด ควรปฏิบัติอย่างไร เป็นต้น และหากจะกล่าวถึงชนชั้นในล้านนาก็อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคร่าว ๆ ดังนี้

๑.กลุ่มชนชั้นปกครอง อันได้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และบรรดาขุนนางเป็นต้น กลุ่มนี้มีหน้าที่ปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากข้าศึกศัตรูมารุกราน บริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ทำนุบำรุงศาสนา

๒.กลุ่มชนชั้นผู้ถูกปกครอง อันได้แก่ ประชาชนโดยทั่วไป ต้องปฏิบัติตามระบบแบบแผนที่ทางชนชั้นปกครอง ประพฤติตนอยู่ในกรอบของพุทธศาสนา

๓.กลุ่มพระสงฆ์ ผู้ที่ทำหน้าที่เผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา

หากว่ามีบุคคลใดในกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์สิ้นพระ ชนม์ลงหรือแม้แต่พระสงฆ์ถึงแก่มรณภาพไปก็จะมีการจัดศพให้ยิ่งใหญ่กว่าบุคคล ธรรมดาสามัญทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าบุคคลนั้นเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็จะ กลับไปสู่ภพภูมิที่มาหรือไปบังเกิดในภูมิที่สูงกว่า เพราะถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีบุญญาธิการ ยิ่งกว่าสามัญชนโดยทั่วไปเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำปราสาทขึ้นโดยอิงอาศัยคติของจัก วาลทางพระพุทธศาสนาโดยถือว่าพระมหากษัตริย์นั้นเป็นผู้ที่ถือกำเนิดมาจาก สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นเทวดาที่สถิตอยู่ ณ เหนือยอดเขาพระสุเมรุ ลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ยิ่งขึ้นไป เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็จะกลับไปอยู่ ณ สถานที่เดิม เพื่อเป็นการแสดงให้ถึงสัญลักษณ์เช่นว่านั้นจึงมีการสร้างปราสาท พร้อมทั้งจำลองจักรวาลตามคติพุทธศาสนาให้บรรดาชนเหล่าอื่นได้เห็นและรับรู้ ถึงสถานะภาพนั้นและแสดงสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะปกครองบ้านเมืองของเชื้อ พระวงศ์องค์ต่อไปเพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ที่มาช่วยมนุษย์ ทั้งมวลให้ได้รับความสุขพ้นจากความทุกข์ ส่วนพระสงฆ์นั้นถึงแม้ว่าจะมิใช่เชื้อพระวงศ์ก็ตามแต่ก็เป็นผู้ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบสืบทอดพระศาสนาอีกทั้งเป็นผู้ที่ชนทุกชั้นให้ความเคารพ เมื่อยังไม่สิ้นกิเลสหลังจากมรณภาพไปก็จะไปบังเกิดในภูมิที่สูงกว่าสวรรค์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ไปเกิดเป็นพรหมในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ถือคติว่าเมื่อประพฤติดีตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้วสุดท้ายเมื่อสิ้น ชีวิตไปก็จะได้เสวยสุขในสวรรค์เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะได้เกิดใน ตระกูลของคนมีศีลธรรมมีทรัพย์สินเงินทอง

การลากไม้ หรือ ปราสาทศพสู่ป่าเห่ว ( ป่าช้า )

พิธีกรรม

เริ่มตั้งแต่สิ้นชีวิต

เมื่อ มีบุคคลใดเสียชีวิตลงไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์เจ้านายเชื้อพระวงศ์พระสงฆ์ หรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาอันดับแรกที่จะต้องเตรียมเป็นเบื้องต้นมีกิจดังต่อ ไปนี้ โดยขออ้างอิงเอาจากหนังสือประเพณีชีวิต ของ ศรีเลา เกษรพรหม ดังนี้

๑. การขอมาต่อพระรัตนตรัย ในภาษาชาวบ้านกล่าวว่า ขอสูมาแก้วตังสาม หมาย ถึงการขอขมาต่อพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธ,พระธรรมและพระสงฆ์หากว่าบุคคลผู้ นั้นได้กระทำสิ่งใดลงโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อมิให้เป็นบาปติดตัวของผู้นั้นไปสู่โลกภายหน้าคนล้านนาจึงมีการขอมาพระ รัตนตรัย การขอขมานี้มักจะทำกันในช่วงที่บุคคลผู้นั้นป่วยหนักใกล้จะสิ้นชีวิตหรือทำ หลังจากสิ้นชีวิตไปแล้วไม่นานนัก การขอขมาต่อพระรัตนตรัยมีคำกล่าวดังต่อไปนี้

คำขอขมาพระรัตนตรัย หรือ คำขอสูมาขันแก้้วตังสาม

สาธุ โอก๋าสะ ข้าแต่พระติถะไร๋ระตะนะผ่านแผ้ว พระแก้วเจ้าสามผะก๋าน และพระแก้วเจ้าห้าจ๋ำป๊วก มีพระสัตถาสัพพัญญูเป็นเก๊าเป็นประธาน แก้วตังสามจุ๊ตี้จุ๊แห่ง นบน้อมควี่ปู๋จา กุณะภะคะวา อันว่ากุณพระพุทธเจ้ามี ๕๖ กุณพระสัทธรรมมี ๓๘ นบน้อมแขวดใส่เกล้า คุณพระสังฆะเจ้ามี ๑๔ น้อมหน้าควี่ปู่จา กุณพระวิหารังแปดหมื่น ยกยอยื่นสี่ปันนดวง นบปันปวงพระบาท ตังพระธาตุเจดีย์ ตังเก๊าไม้ศรีมหาโพธิ์ ผู้ข้าขอสูมาโต้ด ขอได้โผดขุณณา บัดนี้หมายมี............จิ่งมีบุปผาลาจาดวงดอก ข้าวตอกพร้อมเตียนงาม ปั่นเป็นสามโก๋ฐาก ปะฐะวิภาคเบื้องต้นหัวที จักขอสูมายังพระมุนีผายโผดขอขะมาลดโต้ดโทสา ทุติยาวิภาค โก๋ฐากอันถ้วนสองผู้ข้าป๋องแต่งไว้ยกยื่นให้ทูนตำ เพื่อจักขอสูมายังพระธรรมหอมหื่นนับได้แปดหมื่นสี่ปันขันธ์ ส่วนตะติยะกั๋นโก๋ฐาก วิภาคอันถ้วนสามจักขอสูมายังพระสังฆะผู้มีสีละวินะยะงามบ่เสร้า พระสังฆะเจ้ามากมีมวลหล้างเตื่อผู้ข้าได้ผิดผวนด้วยก๋ายะวะจี๋มะโนหมิ่นสั้น จิตใจ๋บ่เตี่ยงหมั้นกึ๊ดสอดดั้นผิดไป ได้หลงใหลบ่ตันสังเกต ได้ละเป้ดยามเตียว ได้นั่งนอนยืนเตียวคู้เหยียด กลั๋วผิดระเบียบก๋องธรรม แม่นได้ลูบก๋ำบีบนวด เมื่อยามเจ็บปวดก๋ายา เก๋สาโลมาหลัวะหล่น ได้ปากป๊นเสียงดัง หลอนได้ผิดด้วยวาจั๋งกำปาก กล่าวกำหยาบจ๊าเหลวไหล หล้างเตื่อได้จ๋ามไอโขกขาก บ้วนน้ำหมากขากน้ำลาย ได้ข้ามก๋ายยกย่ำ ได้ขึ้นตี้ต่ำเตียวสูงด้วยอิริยาปะถะตังสี่ บ่รู้แจ้งตี่เป็นผะหมาน อันหนึ่งหลอนได้นั่ง นอน ยืน เตียว เหนือพระวิหารและข่วงแก้ว บ่เผี้ยวกวาดแล้วลวดลาหนีกลั๋วจักบ่ดีไปปายหน้า ผู้ข้าก็ขอสูมา หล้างเตื้อมีใจ๋อาลัยหา ปั๊งป๊าดใจ๋ติดฆราวาสเกหา หลอนได้ฟู่จ๋าอู้อ่วน กำเหล้นม่วนก๋วนธรรม กลั๋วเป็นวะจี๋กรรมกำปากแต้ดีหลี หล้างเตื้อได้สูบมูลีอมเหมี้ยงหมาก ถ่มน้ำลายขากตกลงในเขตโขงอันวิเศษ ก็นับเป็นเหตุปะมาตาได้กล่าวมุสาล่ายเล่น ใจ๋ตื่นเต้นก๋างประชุมชน เมื่อกระตำบุญกุศลบุญใหญ่กายะวะจี๋มะโนไป่ตันฮอม จิตใจ๋จารแตกตื่น ได้เอาเรื่องอื่น ๆ มาอู้กั๋นเสียงมี่นันกล้าแก่น บ่ถูกแม่นกองธรรม ขอย่าเป็นกรรมโต้ดใหญ่ ไปไขว่ขว้างมักกาตาง นิวรณ์รณวางโต้ดต้อง ขอกับก๋ายเป็นแห่งห้องอโหสิกรรม ขอพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆะเจ้า ผู้ข้านาย .............. นี้เล่าขอสูมานั้นจุ่งจักมีเตี่ยงแต้ดีหลี ฯ
กายะตวาเร วะจีตวาเร มะโนตวาเร สัปปัง โตสัง ขะมันตุโน ฯ

๒. การห้างลอย หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้ตายมีการนำศพไปอาบน้ำเพื่อชำระสิ่งสกปรกต่างๆโดยใช้น้ำ ที่ผ่านการต้มแล้วรอให้อุ่นจึงนำมาอาบให้กับศพเสร็จแล้วก็นำมาเปลี่ยนเสื้อ ผ้าให้ใหม่ ตกแต่งร่างกายให้เรียบร้อย สำหรับเสื้อผ้าที่นำมาใส่นั้นต้องใส่กลับด้านคือเอาเสื้อผ้าที่ปกติต้องเอา กระดุมไว้ทางด้านหน้า แต่เวลาใส่ให้คนตายต้องเอากระดุมไปทางด้านหลังกางเกงก็เช่นกัน จากนั้นจึงนำเอาศพยกวางบนเสื่อหรือที่ล้านนาเรียกว่า สาดต๋องก๋าย นอกจากสาดแล้วก็ต้องเตรียมด้ายหรือสายสิญจน์เพื่อที่ว่าจะเอามามัดศพโดยมัด ที่มือพร้อมกับใส่กรวยดอกไม้ในมือศพเพื่อให้นำไปบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็มัดที่หัวแม่เท้าทั้งซ้ายและขวาให้ติดกันแล้วก็นำศพใส่ในหีดหรือล้อง สำหรับหีดหรือล้องนั้นสมัยโบราณนั้นมักไม่ค่อยมีใช้กันอย่างดีก็ใช้สาดห่อก็ ถือว่าดีแล้ว แต่บางคนก็เตรียมไว้ล่วงหน้าโดยเอาไม้มาตีฝากไว้เผื่อไว้หรือเอาฝาบ้านนั่น แหละมาต่อเป็นหีด ภายในหีดนั้นก็จะมีการใส่วัสดุต่าง ๆ เช่น ขี้เถ้าจากฟางข้าวที่นำไปเผาให้เป็นถ่านซึ่งในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ขี้ดั่ง หรือวัสดุอื่น ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นลงไปเพื่อซับน้ำเหลือง กำจัดกลิ่นและขจัดแมลงมิให้กัดกินซากศพ จากนั้นก็ใช้ไม้จำนวน ๓-๗ ซี่มาตีเป็นฐานรองศพซึ่งล้านนาเรียกไม้ที่อยู่ในโลงนั้นว่า ไม้สะแท๊บ เพื่อขั้นระหว่างศพกับวัสดุรองก้นหีด หากว่ายังมิได้ใส่หีดก็จะใช้เชือกขึงกับเสาเรือน เพราะปกติเมื่อมีคนตายในบ้านมักจะเอาศพมานอนตรงขื่อบ้าน โดยผูกที่ด้านศรีษะศพมาหาปลายเท้า ให้สูงประมาณ ๑ ศอกเศษ แล้วก็เอาผ้าห่มหรือผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมาพาดทับเชือกนั้นแล้วก็เอาผ้ามา คลุมให้มิดศพนั้น

๓.ไฟยาม เป็นไฟที่จุดไว้ที่บนหัวศพบ้าง ปลายเท้าศพบ้าง สำหรับไฟยามนั้น ในหนังสือประเพณีชีวิตกล่าวว่า..สมัยโบราณใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันจากพืชอย่างอื่น ภาชนะที่ใส่เอาถ้วยจักแกงคว่ำลง เอาน้ำมันใสตรงก้นแล้วจึงฟั่นตีนกาจุ่มลง ต่อมาใช้ดินเหนียวปั้นเป็นภาชนะบรรจุน้ำมันที่เรียกกัน “ผางประทีป” สมัยหลังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด...สาเหตุที่ต้องจุดไฟยามมีคำอธิบายไว้หลายประการเช่นว่า
๑. เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติคนเป็นว่า ชีวิตก็เหมือนกับตะเกียงนั่นเองถ้าหากหมดเชื้อลงยามใดความเป็นคนก็สิ้นสุด กันเมื่อนั้น
๒.เพื่อให้มองเห็นศพได้ถนัดและป้องกันสัตว์มาใกล้ศพโดยใช้แสงสว่างจากตะเกียงมาช่วยไล่สัตว์
๓.เพื่อจะได้เป็นแสงส่องทางให้แก่ผู้ตายได้ไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง

๔.ขันข้าวหลังหีด ใน ช่วงที่ศพยังมิได้นำไปเผานั้นบรรดาญาติ ๆ ต้องนำเอาอาหารมาวางไว้บนหลังหีดศพทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ตายนั้นได้มาบริ โภคอาหารนั้น นอกเหนือไปจากการนำไปถวายพระสงฆ์ที่วัด โดยที่ผู้ที่นำอาหารไปให้นั้นต้องเคาะโลงบอกให้ผู้ตายนั้นมารับประทานอาหาร เป็นดังนี้ตลอดในช่วงเวลาที่จะต้องกินอาหาร โดยปกติชาวบ้านทั่วไปมักบริโภคอาหารวันละ ๓ มื้อ และจะทำเช่นนี้จนกว่าจะนำเอาศพไปเผาหรือฝัง

๕.ข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย เมื่อ บุคคลนั้นได้สิ้นชีวิตไปก็จะมีการเก็บข้าวของเครื่องใช้โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ ผู้ตายมักใช้สอยอยู่เสมอตลอดจนเครื่องใช้บางอย่างที่ต้องเก็บมารวมกันไว้และ นำไปเผาหรือฝังพร้อมกับศพเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเนื่องมาจากว่าหากเก็บไว้แล้วอาจจะทำให้ผู้ที่เคยอยู่ ร่วมกันมีความเศร้าเสียใจเพราะได้มาเห็นสิ่งของต่าง ๆ ต่อมาเพื่อป้องกันโรคภัยบางชนิดที่ติดอยู่กับเครื่องใช้เหล่านั้นเพื่อ สุขอนามัยของคนที่ยังอยู่ก็ต้องนำเอาออกไปให้พ้นเสียจากเรือน

๖.การแสดงธรรม คือ การนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ในแต่ละคืน ในคติความเชื่อของคนล้านนาที่นับถือพระพุทธศาสนานั้นเมื่อมีบุคคลใดสิ้น ชีวิตลงไป นอกเหนือไปจากการที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ตายแล้วก็ยังมีการอุทิศส่วนกุศลให้ กับผู้นั้นด้วยการนำเอาอาหารไปถวายแก่พระสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนาหรือในภาษาล้านนาว่า ปั๋นปอน ซึ่งเป็นโวหารเพื่อให้เจ้าภาพและบรรดาญาติ ๆ เกิดความปีติว่าอาหารที่นำไปถวายนั้นจะถึงแก่ผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะ พระท่านได้ให้อนุโมทนาเรียบร้อยแล้ว เพราะการจะเอาสิ่งต่าง ๆ มอบให้เหมือนเมื่อยังมีชีวิตนั้นไม่สามารถกระทำได้แล้ว ส่วนภาคกลางคืนขณะที่ศพยังอยู่ที่บ้านทางเจ้าภาพก็จะนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ เป็นประจำทุกคืนไปจนกว่าจะถึงวันเผาในช่วงนี้เอง พระสงฆ์ที่มาเทศน์มักจะเอาพระธรรมเทศนาเช่น มหาวิบาก มาลัยโผดโลก มหามูลนิพพาน วิสุทธิยา อานิสงส์ส่งสการ เป็นต้นเอามาเทศน์เพื่อให้เป็นอานิสงส์แก่ผู้ตาย เพราะบางครั้งผู้ตายนั้นอาจจะได้กระทำสิ่งใดที่ผิดพลาดสมัยเมื่อยังมีชีวิต อยู่แต่ยังมิทันได้แก้ไขก็มาตายเสียก่อน เพื่อให้ดวงวิญญาณพ้นจากความทุกข์ทรมานที่จะได้รับก็มักจะเอาธรรมเทศนา เกี่ยวกับการโปรดคนที่ตายไปมาเทศน์ให้ฟังเพราะเชื่อว่า พระธรรมเทศนาเหล่านี้มีอานิสงส์มากสำหรับคนตาย

ไม้ศพ หรือ ปราสาทที่ป่าเห่ว เตรียมเผา

๗. ไม้ศพ เป็น คำเรียกสิ่งที่เอามาปกปิดศพ นอกเหนือไปจากหีดหรือล้อง ไม้ศพเป็นคำโบราณที่เรียกกันหากว่าเป็นคำปัจจุบันก็เรียกกันว่า ปราสาทแทบทั้งนั้น แต่ก่อนการจะเรียกว่าปราสาทนั้นต้องใช้กับพระมหากษัตริย์,เจ้านายและพระสงฆ์ ส่วนบุคคลอื่นก็เรียกกันไปตามสถานะภาพเช่น ไม้กาโจงบ้าง ไม้มุจรินทร์บ้าง หลังก๋ายหรือหลังเปียงบ้าง แมวบ้าง ดังนี้เป็นต้น สมัยก่อนนั้นการซื้อขายไม้ศพไม่มีเหมือนยุคปัจจุบันแล้วก็การทำไม้ศพนั้นจะ ไม่มีการทำเตรียมไว้อย่างเช่นปัจจุบันเพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เมื่อมีคนตายครั้งใดก็จะทำกันเสียคราวหนึ่ง และทั้งนี้ก็ใช่ว่าใคร ๆ จะทำเองก็ได้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นผู้ที่เคยบวชเรียนมาแล้วหรือเป็นพระสงฆ์เท่านั้น โดยมากมักจะเป็นอาจารย์ประจำวัดหรือหมู่บ้านนั้น ๆ เป็นคนจัดการเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้นับตั้งแต่ห้างลอยเป็นต้นมา การกระทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพของอาจารย์ก็ดีผู้รู้ก็ดีต้องมีขันตังหรือเรียก ว่าขันครูอยู่ด้วยเสมอทั้งนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละงาน สำหรับงานศพนั้นมักจะขึ้นครั้งเดียวใช้ได้จนเสร็จงานนั้นแล้วก็จะมีการคว่ำขันหรือปลดขันตั้ง

กรวยดอกไม้ ๑๒ กรวย
กรวยหมาก ๑๒ กรวย
กรวยพลู ๑๒ กรวย
เหล้า ๑ ขวด
ผ้าขาวฮำ ผ้าแดงฮำ อย่างละ ๑ วา
เบี้ย ๑,๓๐๐
หมาก ๑,๓๐๐ ๑๐ หัว
เงิน ๑๒ บาท
ข้าวเปลือกหมื่น ๑๐ ลิตร
ข้าวสารพัน ๕ ลิตร


๘.ตุง ๓ หาง , ตุงรูปคนหรือตุงผีต๋าย หมายถึงตุงที่มีลักษณะคล้ายคนแต่ชายตุงนั้นมี ๓ หางหรือชาย ตุงลักษณะเช่นนี้จะใช้กันในงานศพเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นศพของใครก็ตามในล้านนา สำหรับตุงสามหางนี้เป็นตุงที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรวมลักษณะคติของตุง ๓ อย่างแทนตัวคนไว้ด้วยกันคือ ตุงชนะ คือส่วนหัว ปฏากะ คือส่วนลำตัว โตรณะ คือส่วนที่กางออกมาเป็นแขนขา อันเป็นคตินิยมที่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด และเน้นความสำคัญทางมรณสติ หรือบางครั้งอาจจะหมายถึงไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตุงสามหางนี้เป็นปริศนาธรรมในทางพุทธศาสนาทั้งเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดไป หลายอย่าง ส่วนประวัติตุงสามหางนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนมากนักแต่ก็พอสรุปได้ว่า ตุงสามหางน่าจะทำขึ้นในศาสนาพราหมณ์มาก่อน อย่างที่กล่าวไว้ในธรรมหาชาติเวสสันดรชาดก กัณฑ์มหาราช ตอนที่ชูชกท้องแตกตายว่า มีการทำตุงสามหางขึ้นในงานศพของชูชกซึ่งเป็นพราหมณ์ด้วยคติเช่นนี้น่าจะมี การทำสืบ ๆ กันมาและเกิดการผสมผสานพร้อมกับการเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ามาเปรียบ เทียบ ตุงสามหางนี้จะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เอานำหน้าขบวนศพไปสู่ป่าช้า ผู้ที่ทำหน้าที่แบกตุงนั้นต้องเป็นผู้ที่เคยบวชเรียนมาก่อนหรือคนที่นอนวัด จำศีล เป็นต้น

ล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าวก่อนเผา

๙. ถุงห่อข้าว หมายถึง ผ้าที่เย็บเป็นถุงคล้าย ๆ ถุงย่ามของพระสงฆ์การที่ต้องมีถุงห่อข้าวให้กับผู้ตายด้วยนั้นถือคติว่า การไปสู่ปรโลกนั้นต้องเดินทางไกลจึงจำเป็นต้องมีเสบียงเอาไว้ใช้ในระหว่าง ที่เดินทางไปในถุงนั้นก็จะมีสิ่งของต่าง ๆ เช่น ข้าว,อาหารและของที่ผู้ตายชื่นชอบ ที่ขาดไม่ได้นั้นเห็นจะเป็นไข่โดยมากจะเอาไข่เป็ดใส่ไปด้วย ทราบว่าเพื่อถ้าหากเดินไปแล้วพบกับแม่น้ำขวางทางก็ให้โยนไข่เป็ดลงไปแล้วไข่ นั้นจะกลายเป็นเป็ดแล้วให้เขาขี่หลังเป็ดข้ามไปอีกฝังหนึ่ง