ฝ้ายสายสัมพันธ์ของชีวิตคู่
เอาฝ้ายเปนปั้น มาฟั่นเปนเกลียว มัดมือเทื่อเดียว อยู่กันคุ้มเถ้า
คำกล่าวข้างต้นเป็นคำอวยพรของผู้เถ้าผู้แก่ขณะ มัดมือ
หรือผูกข้อมือให้กับคู่บ่าวสาวในงานมงคลสมรสของล้านนาโดยใช้ฝ้ายเป็นสิ่งผูกโยงสายสัมพันธ์
ระหว่างชายและหญิงที่เข้าพิธีสมรส
นอกจากฝ้ายจะมีบทบาททางพิธีกรรมผูกข้อมือแล้วฝ้ายยังมีบทบาท
ในพิธีกรรมผูกข้อมือแล้วฝ้ายยังมีบทบาทในพิธีกรรมที่ตัดสายสัมพันธ์ของชีวิตคู่อีกด้วย
ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลง ดังปรากฏในพิธีกรรมที่เรียกว่า ตัดสายผัวสายเมีย
การตัดสายผัวสายเมีย เป็นพิธีกรรมพื้นบ้านของล้านนาบางแห่งเรียกพิธีนี้ว่า ตัดสาย
หรือ ปันข้าว ตอกดอกไม้หากเป็นสมัยโบราณ คนโบราณอาจเรียกพิธีนี้ว่า ผ่าจ้านผี ก็ได้
เพราะคำว่า ผ่าจ้าน แยกจากกันโดยใช้ไสยศาสตร์
เมื่อใช้ในพิธีกรรมที่แยกระหว่างคนกับผีจึงเรียกว่า
ผ่าจ้านผี ดังนั้นคำว่า ผ่าจ้านผี มีความหมายว่าทำให้คู่รัก หรือ
คู่สามีภรรยาและตัดสายผัวสายเมีย จึงมีความหมายสื่อไปในทางเดียวกัน
สาเหตุที่ถือเอาการตัดสายผัวสายเมียเป็นพิธีกรรมเนื่องจากต้องมีเครื่องประกอบพิธี
มีผู้ประกอบพิธีและขั้นตอนการประกอบพิธี ดังนี้
เครื่องประกอบพิธี สิ่งที่ต้องเตรียมในพิธีกรรมนี้ ได้แก่
กรวยดอกไม้ ซึ่งบรรจุข้ามตอกดอกไม้ ธูปเทียน
จำลอง คำบุญชู กล่าวว่าการจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีนี้เท่าที่พบอยู่มี ๓ แบบ คือ
แบบแรก จัดเตรียมข้าวตอกดอกไม้และธูป ๒ ก้าน ใส่ไว้ในกรวยดอกไม้ ๒ กรวย
การจัดเตรียมแบบนี้ พบบริเวณ จังหวัดลำปาง
แบบที่สอง จัดเตรียมเหมือนแบบแรก เพียงแต่ใช้กระดาษห่อแทนใบตองแบบนี้พบบริเวณ
ตำบลชมพู อำเภอเมือง ลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
ส่วนแบบที่สาม เตรียมข้าวตอกดอกไม้ใส่ไว้ใส่จานหรือพาน
โดยมีดอกไม้จำนวน ๘ ดอก หรือ ๘ ช่อ
มีข้าวตอกและมีธูป ๔ ก้าน แบบนี้พบอยู่ทั่วไป ในจังหวัดลำปาง
(สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ, ๒๕๔๒: ๓๗๓๒)
อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์มรรคนายก วิชัย กาวิละ
มรรคนายกวัดสันคือ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลใกล้เคียงกันว่า
เครื่องประกอบพิธีกรรมนี้ประกอบด้วยของ ๕ สิ่ง คือ กรวยใบตองที่ใช้ในพิธีกรรมจำนวน ๒ กรวย
ข้าวตอกดอกไม้จำนวนหนึ่ง แต่ละกรวยจะใส่ธูป ๓ ก้าน เทียน ๒ เล่ม
แต่ก่อนที่จะใส่ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน
จะต้องสอดฝ้ายร้อยกรวยใบตองเข้าไว้ด้วยกันแล้ววางบนก้านกล้วยที่ตัดมาเตรียมไว้ดังภาพ
ปกติแล้วเครื่องประกอบพิธีกรรมตัดสายผัวสายเมียจะเตรียมในวันแต่งดา
โดยผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะมาช่วย งานศพจะเป็นฝ่ายจัดเตรียมให้
รุ่งขึ้นก่อนที่ศพจะออกจากบ้านผู้ประกอบพิธีกรรมจะทำพิธีตัดสายผัวสายเมีย
เสียก่อนคตินิยมนี้ปรากฏในเขตอำเภอสารภี และ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่หลายท้องที่ เช่น
ที่บ้านเมืองสาตรหลวง เป็นต้น แต่ก็มีบางแห่งเช่น ที่ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง,อำเภอลี้
อำเภอบ้านโห้ง จังหวัดลำพูน อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่
และบางอำเภอในจังหวัดน่านนิยมเคลื่อนศพออกจากบ้านเสียก่อน
แล้วจึงประกอบพิธีตัดสายผัวเมียก่อนเคลื่อนศพสู่ป่าช้า
ธรรมเนียมการตัดสายผัวเมียนี้ บางแห่งอาจทำทันทีที่มีสามีตาย หรือ ภรรยาของตนเสียชีวิต
บางแห่งก็ทำพิธีนี้เมื่ออาบน้ำศพเสร็จ หรือเมื่อเอาศพบรรจุในโลงแล้ว
ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ
อย่างไรก็ตามในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าการทำพิธีนี้ก่อนเคลื่อนศพออกจากบ้านไปป่าช้า
น่าจะเหมะสมที่สุดเพราะประการแรกฝ่ายเจ้าภาพมีเวลาจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรม
อีกประการหนึ่ง คือ เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสามีและภรรยาจะต้องจากกันจริงๆ แล้ว คือ
ฝ่ายหนึ่งต้องจากไปสู่เชิงตะกอน
ผู้ประกอบพิธีกรรม
จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นคติความเชื่อเกี่ยวกับการตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผี
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงและเมื่อเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับซากศพ
ซึ่งถือเป็นสิ่งอวมงคลผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้ประกอบพิธีกรรมจึงต้องเป็นผู้รู้คาถาอาคม
ทางล้านนานิยมให้มรรคทายกเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม
หากมรรคทายกในหมู่บ้านมีความรู้ด้านภาษาอาคมไม่ขลังพอ
ก็อาจจะให้พระภิกษุเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมได้ แต่พระรูปนั้นจะต้องเป็นพระระดับสังฆาธิการขึ้นไป
จึงจะประกอบพิธีกรรมนี้ได้ ขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม
ก่อนที่มรรคทายกจะทำการตัดพิธีสายผัวเมีย
จำต้องว่าคาถาเพื่อป้องกันตนก่อน ขณะที่ว่าคาถานั้น มรรคทายกจะจับกรวยด้านหนึ่งไว้
ส่วนกรวยอีกด้านหนึ่งให้สามีหรือภรรยา ที่ยังมีชีวิตหนึ่งจับไว้ จากนั้นจึงเริ่มว่า
คาถาพระเจ้า ๕ มาก ๑ จบ เป็นภาษาบาลี ดังนี้
ปญฺจเมรา ชินโนนาโถ ปตฺโต สมฺโพธิมปุตฺมฺ ปกฺกาเสติ
แปลป็นภาษาไทยว่า ตัวกูเป็นลูกราชสิงโห สัตถาอาหะ
ถัดจากนั้นจึงว่า คาถาหัวใจขึด
ซึ้งเป็นคาถาที่ทำให้ผู้ประกอบพิธีกรรมชนะความชั่วร้ายทั้งปวงไม่มีภยันอันตรายใดๆมาแผ้วพาน
คาถาหัวใจขึด ในภาษาบาลีมีดังนี้
สาโล โสถะ สติ สโล โลถะ สติ นโม โอม ตสฺสะ จิตฺตฺ สขฺขา วหฺ โอตฺ ทิงโย โสทายะ วต มก มย
แล้วตามด้วย นโม ๓ จบ ดังนี้
นโม ตสฺ สะ ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทธฺสสะ
จากนนั้นจึงกล่าวเป็นไทยว่า
บัดนี้สู้เจ้าทั้งสองได้ตายจากกันไปสูผู้ถึงแก่กรรมนามว่า........ได้ตายไปสู่ โลกภายหน้าตายเป็นผี
หนีเป็นเปิ้นไปแล้วหื้อไปเสาะเอาของกินของทานบุญบารมีแก่กล้า
หื้อไปเกิดเป็นเทวบุตรเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ถ้าบุญบารมีบ่ได้เกิดเป็นเทวบุตรเทวดา
อยู่ใช้หนี้ใช้กรรม หื้อไปเกิดเป็นคนไป อยู่ในโลกภายหน้าหื้อเป็นบ่าว
ส่วนคนที่อยู่ทางหลังมีนามว่า......หื้ออยู่กับลูกเต้า สร้างสมภารบารมี
อยู่ค้ำชูดูแลบวรพุทธศาสนาหื้อสืบยามสาวกว้าง หื้อเป็นสาวอยู่ในโลกนี้ต่อไป
(คำว่า เป็นบ่าว และ เป็นสาว จะเปลี่ยนไปตามเพศของผู้จากไปและผู้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วแต่กรณี)
หลังจากนั้นมรรคนายกจะกล่าวภาษาบาลีว่า
ตสส วนน โอม ไม้ต้งตาบลาย (ชื่อไม้จำพวกหวายอยู่ในป่า เนื้อไม้จะมีลักษณะเป็นลาย)
กูจักไล่วัว ควายแห (วัวควายที่จับยาก) บ่หื้อเข้าบ้าน
กูจักผ่าจ้านหื้อผีและตนออกจากกันเสียเนอ โอม สหจาก
เมื่อมรรคทายกกล่าวจบ ก็จะเป่าพรวดไปที่มีด ซึ่งถือไว้ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง
แล้วจึงตัดฉับลงที่ฝ้ายซึ่งร้อยกรวยทั้งสองให้ขาดจากกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
โดยมีก้านกล้วยรองรับอยู่กรวยที่มรรคทายกถือไว้ถือว่า เป็นของผี
จึงนำไปวางไว้ข้างโลงศพเพื่อจะเอาไปป่าช้าด้วย
ส่วนกรวยอีกอันหนึ่งที่สามีหรือภรรยาถือ จะนำไปวางไว้ที่หิ้งพระ แล้วกล่าวว่า
บัดนี้ข้าพเจ้ามีนามว่า......ได้แบ่งสวยข้าวตอกดอกไม้ ตัดสายผัวเมียอยู่คนละโลกแล้วข้าพเจ้า
ขอฝากตัวเป็นอุบาสก อุบาสิกา สืบศาสนาของพระพุทธเจ้าหื้อเจริญก่านกุ่งรุ่งเรื่องสืบยาวต่อไปภายหน้า
อนึ่ง กรวยดอกไม้ที่นำไปไว้ที่หิ้งพระนี้ จะวางทิ้งไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วจึงเอาไปไว้ที่
ต้นไม้นอกบ้านแต่บางแห่งก็นิยมนำกรวยไปวางไว้ที่นอกบ้านทันทีที่เสร็จพิธีกรรม
ในกรณีที่เตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรมใส่จานหรือพานเมื่อทำเสร็จแล้ว
ก็จะแบ่งข้าวตอกดอกไม้และธูปให้แก่สามีหรือ ภรรยาผู้ตายครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็แบ่งให้ผู้ตายโดยวางไว้บนโลงศพ หรือวางไว้ข้างโลงศพ
(สารานุกรมไทย ภาคเหนือ)
หลังจากที่ฝ่ายสามีหรือภรรยาประกอบพิธีกรรมตัดสายผัวเมียแล้ว
ถือว่าตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง พิธีกรรมนี้จึงดูเหมือนว่า
เป็นการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายและฝ่ายที่มีชิวิตอยู่ก็จะ
ไม่เผาผีนับเป็นอันสิ้นสุดสำหรับชีวิตคู่คนที่ตายไปก็ไม่ห่วงอาลัยคนที่มีชีวิตอยู่
ส่วนคนที่มีชีวิตอยู่ก็ค่อยๆคลายความผูกพันลง
เพราะยอมรับในสภาวธรรมความไม่เที่ยงของสังขาร และในความที่มรรคทายก กล่าวว่า
ให้ต่างฝ่ายเป็นบ่าวเป็นสาวแม้จะอยู่คนละภพภูมิกันแล้ว น่าจะแฝงความหมายอันแยบยล
เป็นเชิงอนุญาตให้ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถหาคู่ครองใหม่ได้ โดยไม่ผิดศีลธรรม
อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมนี้เป็นความเชื่อ และเป็นธรรมเนียมนิยมที่คนล้านนาปฏิบัติกันมา
แต่ครั้งโบราณสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และชาวล้านนาเชื่อต่อไปอีกว่า
หากสามีภรรยาคู่ใดที่ไม่ประกอบ พิธีกรรมนี้ฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ก็จะมีแต่ความเศร้าหมอง
คิดอาลัยอาวรณ์คู่ของตน และอาจมีอันเป็นไปต้อง ตายตามกันไปในไม่ช้า
ลักษณะที่ปรากฏเป็นความเชื่อนี้ หากจะอธิบายด้วยเหตุผลแล้วก็อาจกล่าวได้ว่า
เมื่อใจไม่สบายย่อมส่งผลให้กายไม่สบายด้วย ดังคำที่ว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
เมื่อสุขภาพทรุดโทรมย่อมล้มป่วยได้ง่าย
และการล้มป่วยครั้งนี้ก็อาจมาจากการขาดการดูแลเอาใจใส่สุขภาพสืบมาตั้งแต่คู่ครอง
ของตนเจ็บป่วยจนกระทั่งเสียชีวิตก็ได้
ส่วนในทางพระพุทธศาสนา ก็อาจอธิบายกรณีที่คู่ชีวิตตายตามไปได้ว่า
มนุษย์ มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยกล่าว คือ
ทุกชีวิตดำรงได้ เพราะกรรม เมื่อหมดกรรมก็ต้องจากภพนี้ไป ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
จากพิธีกรรมการตัดสายผัวเมียนี้ มีข้อสังเกตว่า
ผู้ที่จะไปร่วมประกอบพิธีกรรมกับมรรคทายก จะเป็นสามีหรือภรรยาเท่านั้น
ส่วนบุตรธิดาเป็นสายเลือดโดยตรงไม่ต้องไปร่วมประกอบพิธีดังกล่าว
อาจเป็นเพราะว่าสามีภรรยาต่างมีความรักความผูกพันธ์ กันมาเนิ่นนาน
ต่างได้ร่วมทุกร่วมสุขกันมาก่อน สายสัมพันธ์ระหว่างกันจึงผูกพันแน่นแฟ้นฉะนั้น
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ย่อมโศกเศร้าอาดูร
ยากที่จะลืมไปได้ง่าย จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ฝ้ายเป็นองศ์ประกอบในพิธีกรรม
ไม่ว่าจะเป็นงานมงคล หรือ อวมงคล
ฝ้ายเป็นเสมือนสื่อที่ทำหน้าที่ผูกโยงสายสัมพันธ์ของคู่ชีวิตเมื่อใดที่ต้องตัดความผูกพัน
ระหว่างกันของสามีภรรยา ด้วยการเสียชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เมื่อนั้นฝ้ายจะถูกนำมาใช้พิธีกรรมทาง ไสยศาสตร์ที่มองเห็นเป็นรูปธรรม
เพื่อยืนยันความไม่เกี่ยวข้องระหว่างกันอีกต่อไป
หทัยวรรณ ไชยะกุล ที่มา จดหมายข่าวสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓ กรกฏาคม-กันยายน ๒๕๔๔