กบฏพญาปราบสงคราม
ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ ๗
(ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๔๐)
กบฏพญาปราบสงครามเกิดขึ้นเมื่อ
วันที่ ๓ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ในตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย
มูลเหตุเกิดมาจาก น้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผูกขาด ภาษีหมาก ภาษีพลู มะพร้าว
ข้าวเปลือก และ วัวควาย ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑๐๐๐รูปี (สี่หมื่นหนึ่งพันรูปี)
ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเจ้าเดิมถึง ๑๖๐๐๐รูปี ดังนั้น
จึงทำหื้อน้อยวงษ์ต้องเก็บภาษีพืชผลการเกษตรเอากับชาวบ้านอย่างเข้มงวดละเอียดถี่ยิบ
เพื่อให้ได้เงินจนคุ้มทุนและคุ้มกำไรในการดำเนินการผูกขาดสัมปทานภาษีในครั้งนี้
ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนกันไปหมดทุกหย่อมหญ้า จ๋นปอมีกำอู้ที่ว่า
จะเกี้ยวหมากสักกำ ต้องหลบหลี้ดีๆ เดียวน้อยวงษ์จะหัน มันจะมาเก็บก๊อก
(ก๊อก เป็นกำเมือง แปลว่า ภาษี ) ในที่สุดความอดทนของชาวบ้านก็ถึงจุดสิ้นสุด
ในเช้าของวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๓๒ มีชาวบ้านหนองจ๊อม ๔ คน บ่อมีเงินเสียภาษี
จึงเอาผลิตผลกล้วยอ้อยมาเสียแทนเงิน น้อยวงษ์บ่ายอม ได้จับชาวบ้านทั้งสี่คนใส่ขื่อคาน
แล้วเอามาประจานที่กลางข่วงบ้านป้อแค่วน (บ้านกำนัน) ทำให้พญาปราบสงคราม
ตำแหน่งแม่ทัพเมืองเชียงใหม่ ปกครองแค่วนหนองจ๊อม แค่วนแม่คือ แค่วนกอก
เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากที่น้อยวงษ์มันมาข่มเหงรังแกคนในปกครองของท่าน
พญาปราบสงคราม โกรธขนาดหนัก ประกอบกับชาวบ้านก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
เลยบุกเข้าปลดขื่อคาหิ้อชาวบ้านที่ถูกจับทั้งสี่คนออกทันที
และพร้อมใจกันไล่พวกที่มาเก็บภาษีออกไปจากพื้นที่ แถมยังประกาศไปว่า
ต่อไปนี้ห้ามเข้ามาเก็บภาษีในเขตปกครองเด็ดขาด
น้อยวงษ์ ไปฟ้องเจ้าหลวง ชาวบ้านก็รวมตัวกันได้สอง-สามพันคน อาวุธครบมือ
จึงได้ทำพิธีสาบานดื่มน้ำสัจจะกันที่วัดฟ้ามุ่ย บ้านหนองจ๊อม
หลังจากนั้นก็ได้ตกลงยกพญาปราบขึ้นเป็นเจ้าเมืองสันทราย (แข็งเมือง) หมู่ป้อแค่วน
แก่บ้าน ป้อหลวงบ้าน หลายบ้านหลายจองก็มาร่วมสมทบเป็นกองทัพใหญ่
จากเริ่มต่อต้านการเก็บภาษี ก็ลามไปเป็นการแข็งเมือง
ต่อต้านเจ้าหลวงและต่อต้านกรุงเทพในที่สุด พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์
ข้าหลวงพิเศษ ทรงออกคำสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๓๒
ให้พญาปราบเข้ามอบตัวภายใน ๕ วัน
พญาปราบสงคราม ไม่ยอม ซ้ำยังวางแผนเข้าตีเมืองเชียงใหม่อีกต่างหาก
เช้าวันที่ ๑๘ จะเข้าตีเมือง
โดยมุ่งหมายสังหารข้าราชการจากส่วนกลางและเจ้าภาษีชาวจีนในฐานะผู้สร้างความเดือดร้อน
โดยเฉพาะน้อยวงษ์นั้นจะเอามาใส่ครกตำให้แหลก
แต่แผนการล้มเหลว เพราะก่อนจะเข้าตีเมือง คืนนั้นฝนตกหนัก น้ำท่วมสันทราย
ชาวบ้านก็เลยแตกทัพกลับไปบ้านไปช่วยเมียขนข้าวขนของหนีน้ำ
ดังนั้น ในวันที่ ๒๑ กันยายน เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน์
จึงออกปราบปรามจับกุมชาวบ้านและหัวหน้ากบฏได้โดยง่าย
ส่วนตัวพญาปราบหนีไปได้พร้อมลูกเมีย หัวหน้า ๑๒ คนโดนประหาร ชาวบ้านลูกสมุน
หลายร้อย โดนเฆี่ยนคนละ ๙๐ หวายพ่อง ๖๐ หวายพ่อง เบาสุด ๓๐ หวาย แล้วปล่อยตัวไป
พญาปราบหนีไปเพิ่งเจ้าเมืองเชียงตุง และ เข้ายึดเอาเมืองฝางใน วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๓
หนานอินต๊ะ เจ้าเมืองฝาง ยอมแต่โดยดี ยกเมืองฝางหื้อพญาปราบขึ้นปกครองแทน
พญาปราบได้รวบรวม ชาวเขา ชาวไทใหญ่ ชาวฮ่อ และหมู่ลูกสมุนเก่าๆตั้งตนแข็งเมืองแหมรอบ
ประกาศแยกเมืองฝางเป็นอิสระ
กองทัพลำปางที่เจ้าหลวงลำปางส่งมาช่วยเจ้าหลวงเชียงใหม่ปราบกบฏในครั้งนี้ก็
เลยยกทัพไปเมืองฝาง ไปปะทะกับกองทัพเมืองฝางใน วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๓๓ ไปเจอกันที่
ผานกกิ่ว เขตเมืองพร้าว กองทัพฝางแตกพ่ายไป ลูกชาย ๒ คน
ของพญาปราบฯ ตายในสนามรบ พญาปราบฯ หนีไปอยู่เชียงตุงอีกครั้ง
เจ้าเมืองเชียงตุงจึงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโก
กบฏพญาปราบสงครามในครั้งนี้ ทำให้กรุงเทพหวาดระแวงและเริ่มไม่ไว้ใจ
พระเจ้าประเทศราชฝ่ายเหนือมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า พระเจ้าเมืองเชียงใหม่
ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นในการเข้าจัดการปราบปรามกบฏซักเท่าไหร่
เนื่องจากตอนแรกพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้ออกคำสั่งให้ เจ้าอุปราช
(ซึ่งต่อมา คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์) นำทัพออกไปปราบพญาปราบ
ซึ่งเป็นแม่ทัพในปกครองของเจ้าอุปราช
เจ้าอุปราชถึงกับมีหนังสือตอบคำสั่งไปว่า
" หากมีการศึกใด จักไปให้ แต่ศึกพญาปราบ ไม่ไป "
หนังสืออ้างอิง หนังสือวัฒนธรรมและการเมืองล้านนา ของ อ.สรัสวดี อ๋องสกุล