
เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อ ชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ
อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน
ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่
อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม
แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ล้านนา
โดยตรงแต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ
เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับ แม่เจ้าจามรีแล้ว
มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้
มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก
เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านใน
เมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว
ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง
วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดิน เที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ
ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี
ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมาหลังจากนั้นไม่นานทั้งสอง
จึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ
และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ
ตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ
วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป
และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น
จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี
จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่
ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้
หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้าสุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส)
ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ
เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก
ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน
เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง
แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น
แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอน
เนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น
คือ เจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับ
ตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไป จากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ
เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับ
มะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน
ในสถานการณบ้านเมืองขณะ นั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพล
ไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช
(ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่)
อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง
ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อย
ส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนต์
ที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ
อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป
ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัด
เตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย
ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน
นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือด ร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล
แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ
ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ
และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่ง
ของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา
บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ
นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้
เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณ
ที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น
ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ
แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้
นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ
ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง
เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐ
และเจ้าแม่จามรีมอบให้นาง ก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง
จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด
เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร
ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม
หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการ เข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล
(ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับ เจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่
แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่
และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์
องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รักก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต
แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้ม
อันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส
ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้
ท่านจึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง
พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐ บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ
พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด
หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ
จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี
จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและ มะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา
จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไป
รู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น
คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา
ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้
"มะเมียะ"
มะเมียะเป็นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงฮักสาว
มะเมียะบ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋หื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเจียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจ๊บการซึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป
เหมือนโดนมีดซับดาบฟันหัวใจ๋ ปล๋อมเป๋นป้อจายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดตี้ฮักเป๋นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอ่โอ๊ก็เมื่อวันนั้น วันตี้ต้องส่งคืนบ้านนาง
เจ้าจายกะจัดกบวนชจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมียะตรอมใจ๋อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วจ้าตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ตาย มะเมียะเลยไปบวชชี
ความฮักมักเป็นจะนี้ แลเฮย ...
..................................................................................................
เมื่อเจ้านายในล้านนาสูญเสียทั้งอำนาจในการ ปกครองและรายได้จากการค้าไม้สัก
อำนาจของสยามในล้านนาก็นับวันเพิ่มขึ้น ๆ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ถึงแก่พิราลัยในปี ๒๔๔๐
เจ้าดารารัศมีราชธิดาที่ถูกเรียกลงเป็นเจ้าจอมที่บางกอกเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๐)
ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเผาศพพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้เป็นพ่อ
และ แผ่นดินเชียงใหม่ก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครเพราะสยามไม่แต่งตั้งผู้ใด
นั่นคือช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๑ - ๒๔๔๒
และช่วงเวลานั้นเอง (พ.ศ. ๒๔๔๑) ที่เจ้าแก้วนวรัฐ - ราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์ผู้วายชนม์
และเป็นราชบุตรที่ไม่รู้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครต่อจากพ่อหรือไม่ ก็ได้ส่งลูกชาย
คือ เจ้าน้อยศุขเกษมวัย ๑๕ ปี ไปเรียนที่โรงเรียน St. Patrick's School
โรงเรียนกินนอนชายซึ่งเป็นคาธอลิคในเมืองเมาะละแหม่ง
โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ทำไมเจ้าราชบุตรจึงส่งลูกชายไปเรียนที่นั่น
กล่าวกันว่าเจ้าแก้วนวรัฐค้าไม้สักกับพม่าเมืองเมาะละแหม่งจนสนิทสนม
เป็นอันดีกับเศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าคนหนึ่ง
ชื่อ อูโพดั่ง เจ้าน้อยศุขเกษมนั่งช้างจากเชียงใหม่ไปถึงเมาะละแหม่งได้พักที่บ้านพ่อค้าอูโพดั่ง
ในช่วงวันหยุด วันเรียนหนังสือก็อยู่ที่โรงเรียนกินนอน
จนเมื่อปี ๒๔๔๕ หนุ่มน้อยศุขเกษมวัย ๑๙ ปีไปเที่ยวตลาดไดวอขวิ่น
ซึ่งเป็นตลาดห่างจากบ้านพ่อค้าอูโพดั่งราว ๑๐ นาที
ก็ได้พบและหลงรักสาวน้อยวัย ๑๕ ปี นาม "หมะเมียะ" (ภาษาพม่าแปลว่ามรกต)
สาวหมะเมียะ ขายบุหรี่เซเล็ก (ภาษาพม่าแปลว่ายามวน) ก็รักหนุ่มน้อยจากเชียงใหม่เช่นกัน
เมื่อความรักเพิ่มพูนกลาย เป็นความมุ่งมั่นและความผูกมัด
วันหนึ่ง ทั้งสองก็ชวนกันขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ไจ้ตาหล่าน
อันเป็นที่เคารพสูงสุดของชาว เมือง สาบานว่าจะครองรักกันไปตราบสิ้นลม
และถ้าผู้ใดผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป
เมื่อเจ้าศุขเกษม อายุ ๒๐ ปีกลับบ้านพร้อมกับหมะเมียะวัย ๑๖ ที่ปลอมตนเป็นชายร่วมเดินทางมาด้วย
ฝ่ายชายก็พบว่าพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าราชบุตร ส่วนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนใหม่
คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาของพ่อ
เจ้าศุขเกษมได้พบว่าผู้เป็นพ่อ และ แม่ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ลูกเจ้านายในเชียงใหม่ไว้รอแล้ว
และครั้นทราบว่าลูกชายรักและได้สามัญชนชาวพม่าเป็นเมีย วิกฤตการเมืองก็เกิดขึ้นทันที
และเจ้านายในเชียงใหม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้หนุ่มสาวแยกทางกัน
และผลักดันให้หมะเมียะต้องกลับเมืองเมาะละแหม่งเพียงสถานเดียว
หลายปีมานี้ มีบทความและเพลงพูดถึงเรื่องนี้หลายราย หลากหลายความคิดเห็น
แต่ผู้เขียนเห็นว่าในสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าศุขเกษมไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจาก
หนทางที่ได้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖
กล่าวคือ ในทัศนะของฝ่ายสยาม เจ้าราชบุตรทำไม่ถูกต้องที่ส่งลูกชาย คือ
เจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนที่พม่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ เพราะขณะนั้นสถานการณ์เริ่มคับขันแล้ว
สยามกำลังจะยกเลิกฐานะเมืองขึ้นของล้านนาและรวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม
มีข่าวว่าเจ้านายล้านนาหลายคนไม่พอใจอำนาจท้องถิ่นที่ถูกสยามลิดรอน
เจ้าดารารัศมีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเคารพและเผาศพพ่อในปี ๒๔๔๐
และน่าเชื่อว่าเจ้าราชบุตร ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนหนังสือที่พม่า
โดยมิได้แจ้งหรือปรึกษาหรือขออนุมัติจากสยาม
ในด้านล้านนาฝ่ายพ่อแม่ของเจ้าน้อยศุขเกษมอาจโกรธขึ้งที่ลูกชายได้สาวพม่าเป็นภรรยา
โดยไม่บอกกล่าวหรือขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อน ฝ่ายผู้ใหญ่ของเจ้าหญิงบัวนวล
ก็ย่อมไม่พอใจและเสียหน้าที่เจ้าน้อยศุขเกษมมี ภรรยาแล้ว
ทำให้แผนการแต่งงานระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและเจ้าหญิงบัวนวลต้องสิ้นสุดลง
แต่ปมปัญหาสำคัญที่สุดคือ เจ้าราชบุตรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งตัวหมะเมียะกลับพม่า
เพื่อแสดงให้สยามเห็นว่าแม้ตนเองได้ทำผิดที่ส่งลูกชายไปเรียนที่พม่า แต่ต่อจากนี้ไป
ล้านนาจะต้องไม่มีสัมพันธ์ใด ๆ กับพม่าอีก
สัมพันธ์รักระหว่างลูกชายกับสาวพม่าจะต้องยุติอย่างเด็ดขาด
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าฉากความรักและความอาลัยระหว่าง ๒ หนุ่มสาว
ในตอนเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖
จะโศกเศร้าสะเทือนใจจนใครต่อใครที่พบเห็นร้องไห้ตามเพียงใดก็ตาม
แต่เรื่องจริงเรื่องนี้ก็ต้องจบลงเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของกรรมเวร
ไม่ใช่ศักดินาที่ต่างกันระหว่างคนรักทั้งสอง
และไม่ใช่เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ต่างกัน หรือ ประเพณี แต่เป็นปัญหาการเมือง
การเมืองที่สยามกำลังกำหนดเส้นทางเดินของล้านนา และเจ้าราชบุตรเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมจำนน
การเมืองที่พ่อส่งลูกไปเรียน ด้วยหวังว่าลูกจะมีความรู้ในเรื่องภาษาอังกฤษ
สถานการณ์การเมืองในพม่าและนโยบายของอังกฤษ เพื่อลูกจะได้กลับมามีบทบาทในล้านนาต่อไป
(ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าราชบุตรมีความคิดทางการเมืองอย่างใด) แต่แล้วความรักที่เกิดขึ้นและขัดแย้ง
กับปัญหาการเมืองก็ต้องพ่ายแพ้แก่การเมืองในที่สุด
เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่ผ่านมา นักวิชาการชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่อง
เจ้าน้อยศุขเกษมและสาวมะเมีย ได้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง
เธอ คือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน
เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทย
ที่สนใจจะไปเยือนเมาะละแหม่งต้องบินจาก
ฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา
น่าเสียดายที่อาจารย์จีริ จันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น
แต่กระนั้นในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไป
และของผู้สนใจศึกษารุ่นต่อไป
อาจารย์เล่าว่าค่ำคืนนั้น ธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์
ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนัก
กำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ ๙๙ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๔๖)
ที่เจ้าชายหนุ่มแห่งเมืองเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า
และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้น ดินสลาย
เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้
ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว ๖๐ ปี
ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว
กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ ๑๘-๑๙ ปี
ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ ด่อนังเหลี่ยน อายุ ๗๐ ปีเศษ
และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต
เจ้าอาวาสเล่าว่าท่าน ได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่
และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญ
มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด
เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่
อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยน คือ หมะเมียะ
เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่มะเมียะ
ถูกพรากจากเจ้าน้อยศุข เกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก
หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม
ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดย
เจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าหมะเมียะมารอพบที่บ้านเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมไม่ยอมออกมาพบ
แม้ว่าหมะเมียะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ ๘๐๐ บาท
และแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่ง
หลังจากนั้นหมะเมียะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งจนสิ้นชีวิต
อาจารย์ จีริจันทร์สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าแม่ชีผู้นี้บวชตั้งแต่ยังสาว และชอบมวนบุหรี่ไปขายหารายได้
จึงน่าเชื่อว่าด่อนังเหลี่ยนกับหมะเมียะเป็นคนเดียวกัน
ส่วนคำว่าหมะเมียะเป็นภาษาไทใหญ่แปลว่าสีแดง
(ด่อ คือ นาง) ก็เป็นประเด็นที่ต้องค้นคว้าต่อไปว่าเหตุใดหมะเมียะจึงเปลี่ยนชื่อ
และเหตุใดต้องใช้ชื่อว่านังเหลี่ยน
เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ไปถามหาบ้านไม้สักหลังใหญ่ของเศรษฐีอูโพดั่ง
ซึ่งเคยเป็นบ้านที่พักของเจ้าน้อยศุขเกษม อาจารย์บอกว่าอูโพดั่งเป็นชื่อถนนสายหนึ่งในย่านนั้น
ส่วนบ้านนั้นรื้อขายไปแล้ว อาจารย์ได้ไปที่ตลาดได วอขวิ่น ที่เจ้าน้อยได้พบกับหมะเมียะ
และเป็นตลาดที่มะเมียะเคยขายบุหรี่ที่นั่น
เพราะเป็นตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเศรษฐีอู โพดั่ง เธอได้พบตลาดเก่าแก่
และมีสภาพที่ไม่น่าจะแตกต่างจากสภาพเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อน และได้พบย่านขายบุหรี่
จากนั้น อาจารย์ได้ไปที่โรงเรียน St. Patrick ได้พบว่าเป็นโรงเรียนที่มีเนื้อที่กว้างขวาง
เกือบ ๑๐ ไร่ มีอาคารสร้างด้วยไม้สัก มีเสาขนาดใหญ่กว่า ๖๐ ต้น มีโบสถ์
มีอาคารตึกที่เป็นหอพัก มีโรงอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำ
แต่ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ปิดกิจการไปแล้ว
และกลายเป็นโรงเรียนสอนวิชาบัญชี
ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุข เกษม (พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๕๖)
และหมะเมียะ (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๕๐๕)
จบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่
และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หรือ ๙๙ ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก
แม้มะเมียะจะเดินทางกลับไปหาอีกครั้งเพื่อร่ำลาหลังจากทราบว่าเจ้าน้อยแต่งงาน
เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด
จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้
แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะสิ้นชีวิตอีก ๑๐ ปีหลังจากการพลัดพรากในปี ๒๔๔๖
และหมะเมียะจะสิ้นชีวิตอีก ๕๙ ปีหลังจากนั้น
แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น
ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก
๑๐ ปี หลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา
และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร
แม้เจ้าน้อยศุขเกษม จะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และหมะเมียะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา
แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็น
ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้
สร้างขึ้นในวัยหนุ่มสาว วัยหนุ่มสาวที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดว่า เป็นวัยที่รักง่าย ลืมง่าย
คิดว่าแยกพวกเขาออกจากกันไม่นานก็ลืมกันไปเอง
วัยหนุ่มสาวและความรักที่การเมืองระหว่างสยามกับล้านนาคิดว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ
ไม่มีความสำคัญใด ๆ
สุดท้ายความรักอันยิ่งใหญ่นั้นก็ยืนยง ที่เจ้านายล้านนาไม่ว่าจะอยู่ที่เชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ
ก็ตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าเจ้าน้อยศุขเกษมจะรักหมะเมียะ
และมีใจให้หญิงสาวคนนั้นเพียงผู้เดียวอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนั้น
และก็คงไม่มีใครคิดว่าสาวน้อยชาวพม่าคนนั้นจะมีหัวใจเพียงดวงเดียวมอบให้แก่
เจ้าชายหนุ่มชาวเชียงใหม่ และเธอได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดชีวิตอันยาวนานของเธอ
น่าเสียดายนักที่ราชนิกูลแห่งสกุล ณ เชียงใหม่ จะช่วยกันปิดบังเรื่องราวอีกหลายด้าน
เกี่ยวกับความรักและความรันทดของคนทั้งสอง
จนกระทั่งพวกเขาเองลับหายจากโลกไปทีละคนทีละคน จนเวลานี้จวนจะครบ ๑๐๐ ปี
ของความรักและโศกนาฏกรรมนั้น ยังมีอีกหลายอย่างมากที่ดำมืด
มีเพียงการคาดคะเนและวิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีอย่างจำกัด
ขณะเดียวกัน ที่เมืองเมาะละแหม่ง แผ่นดินอันเป็นที่เกิดและที่สืบสานความรัก
และการรอคอยก็ดูเหมือนจะเกิด ประเด็นใหม่ ๆ จากการไปเยือนของอาจารย์จีริจันทร์
ในหนังสือน่าอ่านเรื่อง วันฤดูหนาวในพม่า ของคุณอนุรักษ์ พันธุรัตน์
(สำนักพิมพ์บานชื่น ๒๕๔๔)
ผู้เขียนไม่เพียงแต่เดินทางไปมาหลายครั้งระหว่างกรุงเทพฯ กับเมาะละแหม่ง
หายังมีพ่อซึ่งท่านเคยเรียน โรงเรียน St. Patrick เช่นเดียวกับเจ้าน้อยศุขเกษม
ศิษย์เก่าโรงเรียนนี้น่าจะช่วยอธิบายลักษณะของโรงเรียนนี้ให้คนรุ่นหลังได้ทราบ
นั่นหมายความว่าถ้าหากคุณอนุรักษ์ได้ทราบเรื่องความรัก
อันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นเกือบ ๑๐๐ ปีก่อนที่เมืองเมาะละแหม่ง
และอาจจะมีคนอื่น ๆ อีกที่เพิ่งได้ทราบเรื่องนี้
ในโอกาส ๑๐๐ ปีของความรักอันอมตะนี้ คนล้านนา-สยามและพม่า
จะได้รับรู้เรื่องราวและแง่มุมเพิ่มขึ้น
ได้บทเรียนใหม่ ๆ สำหรับชีวิตของคนที่ยังอยู่ และเติมพลังแห่งความรัก
ของเขาทั้งสองให้แก่คนรุ่นหลัง
อย่างน้อยโลกนี้ก็มีคนบางคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
ไม่มีกำแพงแห่งเชื้อชาติ ภาษา ประเพณี หรือการเมืองใดจะขวางกั้น
และแม้วันเวลาจะผ่านไป ๑ ศตวรรษแล้ว ความรักนั้นไม่เพียงแต่ยังคงทรงพลังเช่นนั้น
แต่ดูเหมือนจะเปี่ยมพลังยิ่งขึ้น และสร้างความมหัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม
แม้ว่าขณะนี้ ความรักและความเข้าใจของ ๒ ชาติจะจืดจางเหลือเกินก็ตาม
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ