เมื่อคุกจะกลายเป็นสวน

ภาพจำลองข่วงหลวงในจินตนาการของ สล่าธนกร ไชยจินดา
แสดงให้เห็นถึงสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นไม้สายพันธุ์ท้องถิ่นล้านนา
ซึ่งเติบโตแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่ทางเดินในสวนสาธารณะที่กำลังจะสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๕๓
โดยมีเวียงแก้วเป็นประธานอยู่กลางภาพ
อันเวียงแก้วนี้หากได้สร้างก็จะเป็นเสมือนขวัญและกำลังใจของชาวเชียงใหม่
อีกอย่างหนึ่ง เพราะในอดีตมันเคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

คนเชียงใหม่บางคนอาจไม่ทราบว่า บริเวณทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่
ในอดีตเคยเป็นเขตวังเก่ามาก่อน แต่ถูกทุบทิ้งแล้วสร้างคุกขึ้นมาแทนที่
ใต้พื้นดินตรงนั้นจึงมีประวัติศาสตร์มากมายถูกทับไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา
ชาวเมืองบางส่วนได้มีการเรียกร้องให้ย้ายสิ่งปลูกสร้างบางอย่างออกไปอยู่นอกเมือง
เช่น ค่ายทหาร สนามบิน และ คุก ด้วยเหตุที่เมืองเริ่มแออัดยัดเยียด
แล้วปรับสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สมกับเป็นเมืองเก่าแก่
และเมืองท่องเที่ยวที่มีศิลปวัฒนธรรมสืบทอดมาอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะ โครงการทำคุกให้เป็นสวนของเทศบาลนครเชียงใหม่ที่มีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แล้ว
ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจากคุกให้เป็นสวน โดยมี อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง
ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการรับฟังความคิดเห็น
“โครงการนี้เป็นโครงการของเทศบาลครับ
ความเป็นมาคือว่ามีนักวิชาการส่วนหนึ่งอ่านประวัติศาสตร์แล้วก็พบว่า
ก่อนเป็นคุก เดิมเป็นที่ตั้งของพระราชวัง ซึ่งในภาคเหนือมีอยู่ที่ ลำพูน ลำปาง และ เชียงใหม่
เพราะตอนที่สยามเข้าครองล้านนา ได้ใช้นโยบายเปลี่ยนวังให้เป็นคุกไปเสีย

ในขณะนั้นได้มีการคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงเมือง การโยกย้ายสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรจะอยู่ในเมือง
เช่น คุก สนามบิน สวนสัตว์ พวกผมตอนนั้นได้เสนอรัฐบาลคุณทักษิณ ให้ย้ายคุกออกไป
เพราะนับวันนักโทษจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สถานที่ใหม่คือหน้าศาลากลางจังหวัด
ย้ายไปเพราะว่าใกล้ศาล นักโทษไม่สามารถแหกคุกได้ง่าย แต่ปริมาณนักโทษก็เพิ่มขึ้นอีก
เลยคิดกันว่าจะย้ายไปแม่แตงดีกว่า อาณาบริเวณกว้างขวางมาก

ความจริงโครงการนี้เขียนมานานมาก แล้ว แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
และทางเทศบาลก็อยากถามความเห็นของประชาชนก่อน เขาก็เลยตั้งกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด
ผมเป็นประธานกรรมการรับฟังความเห็นและก็จัดให้มีรายการเสวนาขึ้นมาเพื่อถามความเห็นของประชาชน
ชวนคนมาเป็นกรรมการ 10 กว่าท่าน จัดรายการให้คนมีส่วนร่วมฟัง พูดคุยแนะนำ เสวนาอภิปรายบนเวที
จัดรายการให้ผู้เฒ่าผู้แก่มาเล่าเรื่องในอดีตของสถานที่แห่งนี้”

สิ่งที่อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง ได้เกริ่นมาข้างต้น ได้ถูกสรุปออกมาเป็นเอกสาร
เพื่อยื่นเสนอต่อนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่คนใหม่ ซึ่ง COMPASS
ขออนุญาตนำข้อสรุปนี้มาลงเพื่อชาวเชียงใหม่จะได้รับทราบโดยทั่วหน้ากันว่า
อีกไม่นานพวกเราจะได้สวนกลางเมืองขนาดใหญ่ แต่จะมีหน้าตาแบบใดก็คงต้องรอให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ตอนนี้ช่วยกันดีใจและฝันไปก่อน ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อ พ.ศ. 2532
ให้ย้ายทัณฑสถานหญิงไปอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ แล้วให้นำพื้นที่เดิมของทัณฑสถานหญิงที่มีพื้นที่ 17 ไร่
มาทำเป็นพื้นที่อนุรักษณ์เพื่อส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมไทย

ซึ่งต่อมาเทศบาทนครเชียงใหม่ได้ขอนำมาทำเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองเมื่อปี พ.ศ.2544
และได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว จากมติดังกล่าวทำให้มีการ
ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามโครงการปรับปรุง
พื้นที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่เดิม ให้เป็นสวนสาธารณะ และได้จัดการประชุมรวมทั้งหมด 5 ครั้ง
ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา และมีการเสวนาทางวิชาการ 2 ครั้ง
การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรวม 3 ครั้ง
รวมถึงการขอรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางวิทยุและอินเตอร์เน็ตหลายครั้ง
ซึ่งจากการรวบรวมผลการประชุมทั้งหมด คณะอนุกรรมการฯ ได้พบว่า
ความคิดเห็นอันหลากหลายเหล่านั้นสามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มความคิด ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง เป็นกลุ่มที่มองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ 700 ปีเศษของเมืองเชียงใหม่
โดยเห็นว่าเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญกลางเมืองเชียงใหม่
นั่นคือเป็นพื้นที่คุ้มหลวงของกษัตริย์ราชวงศ์มังรายเรื่อยมาจนถึงยุคพระเจ้ากาวิละ
นับเป็นเวลา 500 ปีเศษ (พ.ศ. 7839-2360) อาคารต่างๆ ได้ถูกรื้อทิ้งไป
และพื้นที่ดังกล่าวเพิ่งถูกเปลี่ยนเป็นคุกในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือราว 100 ปีที่แล้ว
จึงเสนอให้รื้อคุกออกเพื่อฟื้นคืนความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และ พื้นที่ประวัติศาสตร์กลางเมือง
เปลี่ยนพื้นที่คุกในปัจจุบันให้เป็นพื้นที่ข่วงหลวง รื้อฟื้นพื้นที่กลางเมืองให้เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอีกครั้ง
เพื่อเป็นการปลุกขวัญและสร้างสำนึกของเมืองร่วมกันของประชาชน
เพื่อให้สมกับคำที่ยกย่องเมืองเชียงใหม่ตลอดมาว่า
เป็นเมืองประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา

กลุ่มที่สอง มองประวัติศาสตร์ระยะสั้นคือในช่วง 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ยึดหลักพิพิธภัณฑ์นิยม
และมีมุมมองว่าควรมีการหารายได้จากพื้นที่ กลุ่มนี้มีความเห็นว่าคุกดังกล่าว
(ได้แก่กำแพงคุกและอาคารตึกสำหรับคุมขังนักโทษ) ที่สร้างขึ้นเมื่อราว 100 ปีก่อน
เป็นของเก่าที่ควรเก็บไว้เพื่อให้เป็นอาคารประวัติศาสตร์ หรือคุกประวัติศาสตร์
และให้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์คุก หรืออาคารเก่าแก่ที่อาจทรงคุณค่า เพื่อให้เยาวชนได้มาเยี่ยมชมจะได้เกิดความหวาดกลัวต่อการจำขัง ไม่กล้ากระทำความผิด
และยังเสนอให้ปรับบางห้องไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าพักเพื่อหารายได้ด้วย

กลุ่มที่สาม ยึดหลักการใช้ประโยชน์เสนอว่า ควรรื้อคุกและให้ใช้เป็นที่ทำการขององค์กรต่างๆ เช่น
จัดสร้างสถาบันล้านนาศึกษา รวมทั้งเป็นที่ทำการของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์
ที่ทำการของศิลปินพื้นเมือง หมอเมือง หอฝึกซ้อมและแสดงดนตรีพื้นเมือง
ห้องสมุนไพร ห้องฝึกอบรมเยาวชน ห้องผู้สูงอายุ เป็นต้น

กลุ่มที่สี่ ซึ่งยึดหลักที่ว่า เมืองใหญ่ต้องมีสวนสาธารณะ ยึดหลักการของการวางผังเมือง
โดยเสนอให้รื้อคุกและจัดสร้างสวนสาธารณะ เพราะเมืองเชียงใหม่ยังขาดสวนขนาดใหญ่กลางเมือง
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อชาวเมืองและนักท่องเที่ยว
การจัดทำพื้นที่โล่งกว้างกลางเมืองมีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของเมือง ทำหน้าที่เป็นปอดของเมือง
เพราะเมืองควรมีที่โล่ง เพื่อไม่ให้ผู้คนเห็นแต่ตึกแทบทุกจุด จนเกิดความอึดอัด โหยหาธรรมชาติ
พื้นที่สวนสาธารณะใหญ่แห่งนี้ยังสามารถใช้เป็นบริเวณสำหรับจัดงานพิธีงานมงคลต่างๆ การแสดงศิลปะวัฒนธรรม
หรือกีฬาขนาดเล็ก กลุ่มที่ห้า ยึด หลักเศรษฐกิจนิยม เสนอให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า
จัดงานถนนคนเดิน หรือ ทำลักษณะคล้ายสวนจตุจักรที่กรุงเทพฯ



ภาพถ่ายเก่าแก่เลือนรางภาพนี้เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน
สันนิฐานว่าอาจเป็นคุ้มเวียงแก้วที่สร้างในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า
พื้นที่ของทัณฑสถานหญิงคือสถานที่ตั้งเดิมของคุ้มเวียงแก้ว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อที่สยามเข้าสู่ล้านนาเมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา
โดยภาพนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483
ในหนังสือของกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งระบุใต้ภาพไว้ว่า ‘เวียงแก้ว จ.เชียงใหม่’
การจะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต้องใช้หลักวิชา ทางโบราณคดีเข้ามาช่วย
จึงนับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เราจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของล้านนาไปพร้อมๆ
กับการมีสวนสาธารณะแห่งใหม่เกิดขึ้นกลางเมือง

จากการประมวลความเห็นของทั้ง 5 กลุ่ม
และความเห็นส่วนใหญ่ตลอดระยะเวลาของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คณะอนุกรรมการฯ
จึงขอสรุปความเห็นที่สอดคล้องและครอบคลุมกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้เกือบ
ทั้งหมดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังต่อไปนี้

1. รื้ออาคารคุกและบ้านพักข้าราชการทั้งหมดออกไป แต่ก่อนที่จะรื้อถอน ควรศึกษารูปแบบ
และลักษณะทั้งหมดของอาคาร ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่มีค่า
เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดไปจัดแสดงเป็นงานพิพิธภัณฑ์ หรืองานนิทรรศการต่อๆไป
อย่างไรก็ตามอาคารในทัณฑสถานปัจจุบันนี้ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงจากสภาพเดิมไปแล้ว
จึงทำให้คุณค่าทางสถาปัตยกรรมได้สูญเสียไปพร้อมกับการดัดแปลงสภาพอาคารนั้นด้วย
ดังนั้นการเก็บเป็นหลักฐานลงในนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์บางส่วนน่าจะเป็นการดีกว่า

2. ปรับพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นพื้นที่โล่ง เรียกว่า ‘ข่วงหลวง’ ให้ปลูกต้นไม้ใหญ่รอบๆ เพื่อให้เกิดความร่มรื่น
และยังบดบังภูมิทัศน์ที่ไม่สอดคล้อง ต้นไม้ควรเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีคุณค่าและเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น
พื้นที่ส่วนใหญ่จัดทำเป็นสวนกว้าง มีทางเดิน มีม้านั่ง ฯลฯ
เพื่อให้ชาวเมือง และนักท่องเที่ยวได้ใช้เป็นที่พบปะ พูดคุย พักผ่อน และออกกำลังกาย
สามารถใช้เป็นสถานที่จัดพิธีการต่างๆ และจัดรายการแสดงที่สำคัญ รวมถึงการแสดงพลังทางสังคม ฯลฯ

3. เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของคุ้มหลวงและอาคาร สำคัญอื่นๆ
จึงควรให้มีการขุดค้นทางโบราณคดี โดยขุดเจาะเฉพาะพื้นที่เป็นช่วงๆ
หากพบว่าส่วนใดมีความสำคัญอย่างมากทางโบราณคดี
เทศบาลนครเชียงใหม่ต้องทำการเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบผ่านทางสื่อ หรือช่องทางต่างๆ
และควรมีการรายงานความคืบหน้าของโครงการให้ประชาชนได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญกลางเมือง
ที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว
ในกรณีที่อาจมีการพบหลักฐานสำคัญที่มีผลต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับอดีตของล้านนา
ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน เทศบาลนครเชียงใหม่ควรหามาตรการที่เหมาะสมในการจัดการพื้นที่นี้ต่อไป

4. พิจารณาจัดสร้าง ‘เวียงแก้ว’ หรือ ‘หอพระ’ ในทำเลที่อยู่ด้านในของข่วงนี้
เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปสักการะ และยังอาจใช้เป็นฉากหลังของการแสดงแต่ละครั้ง
นอกจากนี้ อาจจัดทำพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการบนกำแพงหรือศาลารายที่อาจสร้างขึ้นที่ด้าน
ข้างรอบข่วงหลวงนี้ ด้วยการเสนอเรื่องราวของ ๗๐๐ ปีเศษ
ที่ผ่านมาของการใช้พื้นที่ข่วงหลวงกลางเมืองเชียงใหม่
ซึ่งจะรวมถึงเรื่องราวของการสร้างคุกเมื่อช่วง ๑ ศตวรรษที่แล้ว

5. เสนอเป็นหลักการให้ผู้บริหารเมืองชุดต่อๆไปจัดทำโครงการต่อเนื่อง
เพื่อขยายพื้นที่นี้ออกไปให้กว้างขวางกว่าเก่าด้วยการซื้อ หรือ เวนคืน
หรือ ขอรับการบริจาค ทั้งนี้เพราะพื้นที่เวียงแก้วตามแผนที่เดิม
มีขนาดกว้างกว่าบริเวณที่เป็นทัณฑสถานหญิงในปัจจุบันนี้มาก และ

6. พื้นที่ข่วงหลวงควรใช้ประโยชน์เพื่อการจัดพิธีทางจิตวิญญาณ
ศิลปวัฒนธรรม การพักผ่อน การศึกษา และนันทนาการต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
แต่ไม่ควรอนุญาตให้จัดทำเป็นตลาดนัดแบบสวนจตุจักร หรือ พื้นที่จำหน่ายสินค้าแบบถาวร
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะ เห็นว่า ข้อเสนอของทั้ง 5 กลุ่มความคิดเห็นนั้น ได้รับการตอบสนองเป็นส่วนใหญ่
ข้อเสนอบางข้อที่ต่างออกไปอย่างมากสามารถนำไปทำในบริเวณอื่นๆ ได้ เช่น การสร้างอาคารสำหรับกลุ่ม
หรือ องค์กรต่างๆ หรือสร้างตลาดอาหารและพืชผล แต่ที่สำคัญ ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้
น่าจะสะท้อนจุดร่วมของคนส่วนใหญ่ที่สุดที่ได้เสนอความคิดเห็นเข้ามา
และหากนำไปปฏิบัติก็จะช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองที่มีรากเหง้า ผู้คนเคารพอดีต
และบรรพชน เป็นเมืองที่ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ได้ร่วมกันสร้างเมืองแห่งอนาคตที่มีแผนผัง
มีการวางแผนงาน มีการให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและศิลปะวัฒนธรรมของประชาชนมากขึ้น
และในภาพรวมจะเป็นการเพิ่มจุดแข็งให้แก่เมืองได้อีกอย่างหลากหลาย
รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่อีกหลายๆ เมืองในประเทศไทยของเรา

ขอขอบคุณ ลักขณา ศรีหงส์ ผู้ประสานงานภาคีคนฮักเชียงใหม่
และโครงการเขียวสวยหอม, อ.นิรันดร โพธิกานนท์ ชมรมจักรยานวันอาทิตย์,
อลิสา ยังเยี่ยม หอศิลป์สามกษัตริย์ ที่เป็นแรงบันดาลใจและช่วยประสานงานในการทำสกู๊ปครั้งนี้ให้สำเร็จลงได้
รวมถึงทีมงานสร้างสรรค์ ของ COMPASS อันประกอบด้วย สังวรณ์ หอชัยศิวะนนท์, มาเรียม บุญมาลีรัตน์,
สิรดา และ กรินทร์ มงคลพันธ์ ที่ได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
อันมีหน้าที่รายงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเมืองเชียงใหม่อย่างครบถ้วน
ซึ่งก้าวต่อไปก็เป็นหน้าที่ของชาวเชียงใหม่ทุกคน ที่จะรับช่วงสานต่อ ให้สวนสาธารณะในจินตนาการแห่งนี้สำเร็จ
ออกมาเป็นรูปธรรมตามเจตจำนง แม้นว่ากว่ากล้าไม้ที่เราปลูกลงดินในวันนี้จะเติบโตสูงใหญ่เหมือนในภาพวาด
ตามจินตนาการของสล่าธนกร ไชยจินดา อาจต้องใชเวลาร่วมร้อยปีก็ตาม
แตกเป็นสิ่งที่คนรุ่น เราควรจะภูมิใจมิใช่หรือ เพราะสิ่งที่เราทำวันนี้ก็เพื่อลูกหลานชาวเชียงใหม่ในวันข้างหน้า
เหมือนที่บรรพบุรุษของเราได้ปลูกต้นไม้ไว้ให้คนรุ่นเราได้ใช้ในวันนี้
เป็นภารกิจที่คนเชียงใหม่สืบสานส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยแท้

จาก http://www.compasscm.com