ปราสาทนกหัสดีลิงค์ ปลงศพเจ้า เผาศพพระ เมื่อชาวล้านนา-ล้านช้างถูกกระชับพื้นที่
โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี ในมติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์
ฉบับวันศุกร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๑๕๙๓ หน้า ๗๕
หากใครมีโอกาสสัมผัสดินแดนล้านนา บางสถานที่และบางจังหวะเวลา
ซึ่งไม่บ่อยนัก
ท่านอาจพบกับขบวนคนชุดดำปิดถนนนับพันมีพระสงฆ์นำหน้าเดินจูงลาก "ปราสาทศพนกหัสดีลิงค์"
ไปตามท้องถนนจากวัดสำคัญมุ่งหน้าสู่สุสานหลวง ชาวล้านนาเรียกฉากนี้ว่า พิธีส่งสการ
หรือ พิธีประกาศคุณความดีของผู้มีบุญญาธิการที่ได้สั่งสมไว้ชั่วชีวิต ให้กลับคืนไปเสวยสุขบนหล้าสรวง
โดยใช้นกหัสดีลิงค์ทำหน้าที่เป็นดั่ง "ภูตทูต" อัญเชิญดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ปรโลก
นกหัสดีลิงค์ ทูตสวรรค์จากแผ่นน้ำสู่แผ่นดิน และจากแผ่นดินสู่แผ่นฟ้า
บนแผ่นดินล้านนารู้จักสัตว์ในจินตนาการชนิดนี้มาตั้งแต่ยุค ๑,๔๐๐ ปีก่อน
ชื่อของนกหัสดีลิงค์ปรากฏในตำนานการสร้างนครหริภุญไชย
ว่าเหล่าฤๅษีทั้งสาม (วาสุเทพฤๅษี สุกทันตฤๅษี และอนุสิสฤๅษี)
ที่ช่วยกันวางรากฐานเมืองลำพูน ได้เรียก "นกหัสดีลิงค์"
ออกมาจากป่าหิมพานต์ ให้ทำหน้าที่บินไปคาบ "หอยสังข์"
(สัญลักษณ์หนึ่งในสี่สวัสดิมงคลของพระนารายณ์
ประกอบด้วย ดอกบัว สังข์ จักร คทา แทน ดิน น้ำ ลม ไฟ) จากห้วงมหาสมุทร
เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างเมืองลำพูน
เหล่าฤๅษีใช้ไม้เท้าขีดเส้นเขตแดนเมืองตามขอบรูปร่างของหอยสังข์นั้น
กลายเป็นแผ่นดินที่พูนนูนขึ้นตอนกลางคล้ายกระดองเต่า และมีน้ำล้อมรอบ
อันเป็นที่มาของผังเมืองโบราณยุคทวารวดีที่มีอายุเกินพันปีมักมีรูปยาวรีแบบหอยสังข์ซึ่งเชื่อว่า
เป็นผังเมืองที่จะทำให้ผู้อาศัยมีความสมบูรณ์พูนสุข เห็นได้ว่า "นกหัสดีลิงค์"
ทำหน้าที่เสมือนดั่งทูตสวรรค์ที่ได้นำ "หอยสังข์" จากท้องสมุทรามาสู่ผืนแผ่นดิน
มีบทบาทในฐานะผู้กำเนิดฐานรากหรือผู้วางผังเมืองให้แก่หริภุญไชยนคร
แล้วนกหัสดีลิงค์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีส่งสการศพชาวล้านนาได้อย่างไร
จากทูตที่เคยทำหน้าที่เชื่อมมหาสมุทรเข้ากับแผ่นดิน
กลายมาเป็นทูตที่เชื่อมแผ่นดินเข้ากับแผ่นฟ้าด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่
นิยามและความหมายแห่งนกหัสดีลิงค์ นกหัสดีลิงค์ ปรากฏนามตามภาษาบาลีว่า
"หตฺถิลิงฺคสกุโณ" มาจากคำสามคำสมาสกัน
สามารถแยกเป็น หัตถี+ลิงค์+สกุโณ (หัตถี หมายถึง ผู้มีมืออันโดดเด่นขนาดใหญ่
ซึ่งก็คือ งวงของช้าง, ลิงค์ แปลว่า การแสดงเพศ
และ สกุโณ แปลว่า นก) เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต หัสดิน + ลิงคะ แปลว่า นกที่มีงวงอันโดดเด่น
ภาษาไทยใช้ว่า
*** นกหัสดีลิงค์ ***
ชาวล้านนานิยมเรียกชื่อย่อว่า "นกหัส" หรือไม่ก็ "นกงางวง"
นกหัสดีลิงค์ จากคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒
กล่าวว่าเป็นนกขนาดใหญ่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์
มีลักษณะผสมของสัตว์สี่ชนิดดังนี้ ลำตัวเป็นนก ใบหน้าเป็นสิงห์
จะงอยปากเป็นงวงช้างเขี้ยวหน้าเป็นงา มีหางเป็นหงส์ มีพละกำลังดั่งช้างเอราวัณ ๓-๕ เชือกรวมกัน
เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์พบในวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น นิทานอาหรับราตรี เรียกว่า "นกกินช้าง"
โดยวาดภาพประกอบหนังสือเป็นนกยักษ์หน้าตาคล้ายนกอินทรีย์เฉี่ยวเอาช้างไปกินหลายตัว
ส่วนในนิทานชาดกของศาสนาพุทธ ก็มีการกล่าวถึงนกหัสดีลิงค์หลายครั้ง
เช่น ตอนพระเจ้าอุเทนผู้ทรงบุญญาบารมี ก่อนพระองค์จะทรงประสูตินั้น พระมารดาถูกนกหัสดีลิงค์คาบขณะทรงพระครรภ์แก่โดยบินโฉบเอาไปวางไว้ในระหว่างคาคบไม้ไทร
ครั้นพระนางปรบมือร้องตะโกน นกตกใจบินหนีพระนางจึงลงจากคาคบไม้
แล้วประสูติพระโอรสในขณะที่ฝนตกฟ้าร้อง
จึงขนานนามพระโอรสว่า อุเทน แปลว่ากึกก้องกัมปนาท
เห็นได้ว่า "นกหัสดีลิงค์" เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในศาสนาพุทธและพราหมณ์จนถึงโลกอาหรับ
โดยเฉพาะประเทศอินเดียนั้นมีเมืองโบราณหนึ่งชื่อ "หัสดินปุระ" ทำรูปนกหัสดีลิงค์ที่ซุ้มประตูทางเข้าเมือง
ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงนิวเดลี การปลงศพด้วยลม นกแร้ง สู่พิธีส่งสการ พิธีกรรมปลงศพของทั่วโลก
เริ่มจากแนวคิดพื้นฐานเรื่องธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ปลงศพด้วยดิน
เป็นการฝังศพด้วยโครงกระดูกมนุษย์นอนเหยียดยาว สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
จวบปัจจุบันศาสนาหลักๆ ของโลกยังคงมีวัฒนธรรมการปลงศพด้วยวิธีนี้อยู่
ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ขงจื๊อ
ปลงศพด้วยน้ำ คือ การลอยศพในแม่น้ำลำคลอง
เริ่มจากศาสนาฮินดูนั่นคือให้พระแม่คงคาอันศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่ชำระศพให้บริสุทธิ์
ไปจนถึงการลอยเถ้าอังคารใส่หม้อกระดูกของชาวพุทธ
ปลงศพด้วยลม คือ การโยนศพขึ้นสู่ฟ้า หรือ กลางป่า ให้เหยี่ยวหรือแร้งคาบไปกิน
ปลงศพด้วยไฟ คือ การเผาตามคติของพุทธศาสนาให้เกิดการดับสูญซึ่งกายเนื้อ
จะว่าไปคติการปลงศพด้วยลมโดยให้นกเป็นผู้ชำระนี้มีมานานแล้ว
เป็นหนึ่งในสี่พิธีกรรมหลักสากลของมนุษยชาติ
ในไตรภูมิกถามีการกล่าวถึงการปลงศพด้วยนกใหญ่
ตอนที่พระเถระรูปหนึ่งพรรณนาถึงการเผาศพพระยาในอุตตรกุรุทวีป
(ทวีปหนึ่งในสี่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ อันตั้งอยู่ทางทิศเหนือ)
ว่าเมื่อผู้มีบุญญาธิการนั้นตาย "เขาจึงเอาศพนั้นมาอาบน้ำทากระแจะแลจวงจันทน์น้ำมันอันหอม
แลนุ่งผ้าห่มผ้าให้ แล้วประดับด้วยเครื่องถนิมอาภรณ์ แล้วนำศพนั้นไปไว้ในที่แจ้งเพื่อให้นก
ซึ่งลางอาจารย์ว่านกหัสดีลิงค์ ลางอาจารย์ว่านกอินทรี ลางอาจารย์ว่านกกด
บินมาโฉบเอาศพนั้นไปไว้ในแผ่นดินอื่นเพื่อไม่ให้แผ่นดินอุตตรกุรุสกปรก"
จากข้อความนี้จะเห็นถึงความเชื่อในเรื่องนกหัสดีลิงค์ ว่าเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมาก
สามารถบินไปส่งดวงวิญญาณผู้วายชนม์ถึงสรวงสวรรค์ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมีบุญบารมีของผู้ตายที่มีเหนือนก จึงอยู่บนหลังนกนั้นได้
หากสิ้นชีวิตลงจะมีนกประเภทนี้มาคาบศพไปทิ้งที่อื่นโดยไม่ต้องมีการจัดงานศพในโลกมนุษย์
ในความเป็นจริงยุคโบราณนั้น มีการใช้นกแร้งมาชำระศพ แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลา
นกใหญ่ที่ดูมีอิทธิฤทธิ์สามารถส่งวิญญาณของศพสู่สรวงสวรรค์ได้
อันถือว่าเป็นการชำระความบริสุทธิ์ให้แก่แผ่นดินไม่ให้แปดเปื้อน มิให้ศพตกลงสู่พื้นดิน
ได้ถูกจำลองด้วยนกหัสดีลิงค์แทน
ความเชื่อเรื่องนกหัสดีลิงค์ในล้านนาเริ่มขึ้นอย่างไร
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพิธีกรรมปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์เริ่มขึ้นบนแผ่นดินล้านนาตั้งแต่ยุคใด
และมีความเก่าแก่ไปถึงยุคหริภุญไชยหรือทวารวดีหรือไม่ ทราบแต่ว่าเริ่มมีแล้วในยุคล้านนาตอนปลาย
หนังสือ "พงศาวดารโยนก"
กล่าวถึงการสร้างพิมานบุษบกบนหลังนกหัสดีลิงค์ในงานถวายพระเพลิงศพพระนางวิสุทธิเทวี
กษัตรีย์แห่งราชวงศ์มังรายผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย ราวปี พ.ศ.๒๑๒๑
ซึ่งเป็นยุคที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกในล้านนา
"จุลศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ
นางพระญาวิสุทธิเทวี...ตนนั่งเมืองนครพิงค์...ถึงสวรรคต
พระญาแสนหลวงจึงแต่งการพระศพ...ทำเป็นวิมานบุษบกตั้งอยู่บนหลัง
นกหัสดินทร์ตัวใหญ่...แล้วฉุดลากไปด้วยแรงช้างคชสาร...ชาวบ้าน
ชาวเมืองเดินตามไป...เจาะกำแพงเมืองออกไปทางทุ่งวัดโลกโมฬี...
และทำการถวายพระเพลิง ณ ที่นั้น...เผาทั้งรูปปนกหัสฯและวิมานบุษบกนั้นด้วย... "
ด้วยเหตุที่พระนางวิสุทธิเทวีทรงอยู่ในฐานะพระชายาองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า
ทำให้นักวิชาการบางท่านเห็นว่าประเพณีนี้อาจถูกนำมาสถาปนาในล้านนาโดยพม่า
เมื่อศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกชั้นพบว่าพม่ารับวัฒนธรรมส่วนใหญ่มาจากชาวมอญอีกทีหนึ่ง
แต่ที่น่าสงสัยก็คือในปัจจุบันทั้งชาวมอญ (หงสาวดี) และชาวพม่าในเมืองสำคัญๆ
กลับไม่ปรากฏว่ามีพิธีการทำศพด้วยนกหัสดีลิงค์
ยกเว้นแต่คำบอกเล่าของปราชญ์ชาวมอญบ้านเกราะเกร็ดนนทบุรี
ที่บอกว่าคนเฒ่าคนแก่เคยเล่าถึงพิธีลากปราสาทศพนกหัสดีลิงค์เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
แต่ปัจจุบันพิธีนี้ยกเลิกไปแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับทางกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๔๐๐ ปีก่อนได้พบคำว่า
เมรุเผาศพ ขึ้น (เมรุแทนถึงเขาพระสุเมรุ) ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ราว พ.ศ๒๑๘๑
ว่ามีการสร้างวิมานขนาดใหญ่กลางนคราเพื่อเป็นที่ถวายพระเพลิงศพกษัตริย์เป็นการเฉพาะ
อันเป็นรูปแบบที่จำลองมาจากปราสาทหินนครวัด
ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับทางขอมมากกว่ามอญจึงไม่ปรากฏเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์
นกสักกะไดลิงค์จากเชียงรุ้งสู่ทุ่งศรีเมือง พิธีส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์ในล้านนา
มีธรรมเนียมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าวิสุทธิเทวี
เคียงคู่ขนานกับรัฐหลายรัฐในสายตระกูล "ล้านนา-ล้านช้าง"
อาทิ รัฐฉาน และเชียงตุงในพม่า เมืองหลวงพระบาง เมืองจำปาสัก ในลาว
ข้อสำคัญยังพบพิธีกรรมนี้ที่อำเภอทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ซึ่งมีเจ้านายสืบเชื้อสายมาจากเมืองเชียงรุ้ง (เชียงรุ่ง) ในสิบสองปันนา
ตำนานการทำศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ฉบับทุ่งศรีเมืองกล่าวว่า
"มีนครหนึ่งชื่อนครเชียงรุ้งตักศิลา พระเจ้าแผ่นดินถึงแก่สวรรคต
พระมเหสีนำพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงนอกเมือง
นกสักกะไดลิงค์ บินจากป่าหิมพานต์มาเห็นเข้าจึงได้โฉบลงแย่งพระศพ
พระมเหสีให้หาคนที่จะสู้นกแย่งเอาพระศพคืน
ในที่สุดมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ เจ้านางสีดา เป็นบุตรีของมหาราชครู อาสาต่อสู้นก
เจ้านางสีดามีวิชายิงศรเป็นเยี่ยม ได้ใช้ศรยิงถูกนกใหญ่ตกลงมาถึงแก่ความตาย
พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของกษัตริย์พร้อมนกใหญ่
จนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับเจ้านายเชื้อสายจำปาสักว่า
เมื่อถึงแก่อนิจกรรม แล้วให้ทำพระเมรุรูปนกสักกะไดลิงค์ประกอบหอแก้วแล้วเชิญศพขึ้นตั้ง
ชักลากออกไปบำเพ็ญพระกุศลครบถ้วน ๓ วันจึงเผา ก่อนเผาต้องมีพิธีฆ่านก แล้วเผาทั้งศพทั้งนก"
พิธีปลงศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ที่อุบลราชธานีในอดีตนั้นมีความหรูหราอลังการมาก
นั่นคือต้องชักลากปราสาทศพออกไปบำเพ็ญกุศลกลางท้องทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา ๓ ถึง ๕ วันจึงจะเผา
เจ้าภาพต้องจัดโรงทานไว้ตลอดงาน สำหรับคนที่มาร่วมงานพิธีฆ่านก
ผู้ฆ่าต้องเป็นนางทรงที่สืบสกุลจากเจ้านางสีดา ซึ่งมีการสืบทอดเชื้อสายกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ก่อนมีพิธีฆ่านก เจ้าภาพจะจัดพิธีทอดผ้าบังสุกุลตามพุทธศาสนาเสียก่อน
หลังจากเผานกและเมรุแล้ว คืนนั้นจะมีมหรสพสมโภชอัฐิไปด้วย
รุ่งเช้าเก็บอัฐิและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย แล้วนำอัฐิไปก่อธาตุบรรจุต่อไป
เมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ปกครองเมืองอุบล ได้มาร่วมงานประเพณีนี้
เห็นว่าเป็นการแข่งบารมีกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามที่มีการเผาพระบรมศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง
จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพเจ้านายที่ทุ่งศรีเมืองเสีย
จากนั้นแนวความคิดรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวได้แพร่หลายนำไปใช้เป็นแบบอย่าง
ในการออกคำสั่งให้ยกเลิกพิธีปลงศพเจ้านายด้วยนกหัสดีลิงค์บนแผ่นดินล้านนาทั่วทุกเมืองอีกเช่นกัน
ด้วยเหตุผลที่ว่าอาณาจักรล้านนาและล้านช้างฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง
ถูกรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับราชอาณาจักรสยามแล้ว
ดังนั้น จึงมีพระมหากษัตริย์ได้เพียงหนึ่งเดียว
ทางรัฐบาลสยามเกรงว่าหากปล่อยให้มีพิธีถวายพระเพลิงศพเจ้านายบนปราสาทนกหัสดีลิงค์ซึ่งมีความสง่างาม
ยิ่งใหญ่สมฐานะบารมีต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นการแข่งขันกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงของกษัตริย์ราชวงศ์จักรี
การเมืองเรื่องปราสาทศพนกหัสดีลิงค์
แม้กระนั่นชาวล้านนาและชาวอุบลยังขออนุโลมให้ได้จัดพิธีดังกล่าวสำหรับพิธีศพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่บ้าง
เพื่อมิให้ประเพณีนี้สูญหายไป เฉพาะการลากจูงศพนั้น ต้องใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านแบบโบราณ
ด้านล่างของปราสาทไม่มีล้อและกลไกขับเคลื่อน แต่ใช้ต้นมะพร้าวสองต้นเป็นส่วนฐานลากแทนล้อรถ
ต้องใช้แรงงานคนในการบังคับการเลี้ยว และใช้ไม้พลองในการงัดต้นมะพร้าว
ให้ไปตามทิศทางที่จะเลี้ยวด้วยความยากลำบากยิ่ง
แต่การลากจูงสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของวิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง
ภาพของประชาชนนับหมื่นที่แห่เข้าร่วมขบวนลากจูงปราสาทศพนกหัสดีลิงค์ของพระเถระผู้ใหญ่
จากวัดเคลื่อนไปตามท้องถนนสู่เมรุเผาศพในแผ่นดินล้านนานั้น
กว่าจะมีให้เห็นประปรายสักครั้งจึงยากแสนเข็ญ
เหตุเพราะภาครัฐและการเมืองได้เข้ามาอุปถัมภ์การจัดพิธีกรรมนี้
เพื่อจะได้กลั่นกรองพิจารณาเห็นชอบอนุญาตให้จัดได้เฉพาะพระเถระที่ทรงคุณธรรมเคร่งครัดในพระธรรมวินัย
มีความรู้ในพระปริยัติแตกฉานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา แต่ถูกสยามมองว่าเป็น "กบฏผีบุญ"
ทั้งหลายเช่น ครูบาเจ้าศรีวิชัย จะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดพิธีศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์
แม้รัฐบาลจะมีส่วนช่วยให้พิธีกรรมส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์นี้ยังดำรงอยู่
หากแต่ในแง่หนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า
ภาคการเมืองได้พยายามใช้พิธีกรรมนี้เป็นเวทีการกดข่มและขีดวงล้อมกรอบทางประเพณี
ของคนในท้องถิ่นไว้ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันไม่มี "เจ้านาย" องค์ไหนของทางล้านนาและเมืองอุบลราชธานี
มีสิทธิ์ได้รับเกียรติอันสูงส่ง ในการปลงศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์อีกต่อไปแล้ว
แต่หากไม่ช่วยกันรักษา "พื้นที่" อนุรักษ์พิธีกรรมนี้ไว้เมื่อพระสงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ถึงแก่มรณภาพ
คนในท้องถิ่นก็จะขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์
ในแง่ของการผลิตซ้ำอุดมการณ์ความเชื่อที่ว่าพวกตนต่างสืบเชื้อสายมาจากกลุ่ม "ล้านนา-ล้านช้าง"
น่าเสียดายเหมือนกันที่งานศพของหลวงตามหาบัว พระเถระชื่อก้องชาวอีสานล้านช้าง
ถูกจัดการด้วยรูปแบบของชาวกรุงเทพ
ปราสาทนกหัสดีลิงค์ โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์